Archive: Posts Tagged ‘สารปนเปื้อนในอาหาร’

ชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำ

No comments June 17th, 2009

ชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำ
ชุดทดสอบ “สารโพลาร์” กรมวิทย์ เครื่องระวังสุขภาพจากน้ำมันทอดซ้ำ

อันตรายจากน้ำมันทอดซ้ำหลายๆ ครั้ง ไม่เพียงแต่คุณภาพจะเสื่อมลง ทั้งสี กลิ่น รสชาติของอาหารและมีความหนืดมากขึ้นแล้วเท่านั้น ยังก่อให้เกิดสารประกอบโพลาร์ที่สามารถสะสมในร่างกายเสี่ยงต่อการก่อให้เกิด โรคร้ายอย่างมะเร็งเป็นอย่างมาก แต่หลังจากกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับกรมส่งเสริมปกครอง ท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยเพื่อรณรงค์ให้ผู้ประกอบการร้านอาหาร เครือข่ายอสม. และประชาชนทั่วไปได้เข้าใจถึงพิษภัยที่เกิดขึ้นจากน้ำมันทอด ซ้ำ ปรากฏว่าได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี

อุส่าห์ เพชรคำ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ รับผิดชอบด้านอาหาร ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์สุราษฎร์ธานีกล่าวถึงอันตรายจากน้ำมันที่ผ่านการ ทอดซ้ำหลายๆ ครั้งว่า จะมีคุณภาพเสื่อมลง ทั้งสี กลิ่น รสชาติและมีความหนืดมากขึ้น ที่สำคัญยังก่อให้เกิดสารประกอบโพลาร์ที่สามารถสะสมในร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์ได้

จากข้อมูลการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของน้ำมันทอดอาหารเป็นสารก่อกลายพันธุ์ที่ทำให้ เกิดมะเร็งผิวหนังในสัตว์ทดลอง รวมทั้งมีสารจากน้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ในเชื้อแบคทีเรีย โดยสารดังกล่าวเป็นสารที่ก่อให้เกิดเนื้องอกในตับ ปอดและก่อให้เกิดมะเร็งในเม็ดเลือดขาวด้วย

“ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารหรือใช้ในครัวเรือนก็ไม่ควรใช้น้ำมันทอดอาหารซ้ำ เกิน 2 ครั้ง แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้เกินก็ให้เทน้ำมันเก่าทิ้ง 1 ใน 3 แล้วก็เติมน้ำมันใหม่ลงไป ก่อนเริ่มทอดอาหารในครั้งต่อไป หรือให้สังเกตน้ำมันถ้ามีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวข้น สีดำ ฟองมากเป็นควันง่ายก็ควรทิ้งไป”

เจ้าหน้าที่คนเดิมระบุอีกว่า หากไม่มั่นใจในอันตรายจากสารปนเปื้อนในน้ำมันทอดซ้ำจากการสังเกตด้วยตาเปล่า หรือกลิ่นก็ควรใช้ชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำที่ผลิตโดยกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์เพื่อตรวจหาสารดังกล่าวเพื่อยืนยันความชัดเจนอีกครั้งก็จะเป็นผลดี ต่อสุขภาพของผู้บริโภคในการรับประทานอาหารจากน้ำมันทอดซ้ำอย่างปลอดภัย

“สารโพลาร์เป็นสารประกอบที่เกิดระหว่างกระบวนการทอดอาหาร ซึ่งจะผลกระทบต่อสุขภาพทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อโรคมะเร็งและยังทำให้คุณค่าทางโภชนาการของน้ำมันลดลง ประเทศไทยได้กำหนดการใช้ปริมาณสารโพลาร์เป็นตัวบ่งบอกการเสื่อมของน้ำมันทอด ซ้ำมีค่าไม่เกิน 25% ของน้ำหนักและเมื่อนำน้ำมันทอดซ้ำมาทดสอบกับสารเคมีก็จะได้เป็นสีชมพู ถือว่าไม่เกินค่าที่กำหนด ถ้าเป็นสีอื่นแสดงว่าเกิน” อุส่าห์อธิบาย

ด้าน นพ.มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวเสริมว่า ชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ได้คิดค้นขึ้นมาเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นกับสุขภาพของประชาชนใน อนาคต เป็นการนำเทคโนโลยีอย่างง่ายไปใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจเฝ้าระวังความ ปลอดภัยผลิตภัณฑ์สุขภาพได้ด้วยตนเองและมีความยั่งยืน

“ชุดทดสอบของกรมวิทย์ ที่อยากให้ชาวบ้านนำไปใช้นั้นก็เพื่อป้องกันปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิด ขึ้นกับตัวเราในอนาคต ไม่ใช่ที่จะเกิดในวันนี้หรอก เราถึงเตรียมป้องกันไว้ก่อน โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ผู้นำท้องถิ่น ผู้ประกอบการร้านอาหารและประชาชนในพื้นที่ต้องให้ความสำคัญในการให้ความมั่น ใจกับนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามา” อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวย้ำ

ชุดทดสอบสารโพลาร์ในน้ำมันทอดซ้ำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นับเป็นเครื่องมือตรวจเฝ้าระวังความปลอดภัยที่ไม่อาจมองข้ามท่ามกลางวิกฤติ ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เต็มไปด้วยสิ่งปนเปื้อนในทุกวันนี้

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

สารพิษไซเปอร์เมทริน

No comments April 20th, 2009

ชุดตรวจสอบสารพิษตกค้างไซเปอร์เมทรินเบื้องต้นชนิดพกพา
ชุดตรวจสอบสารพิษตกค้างไซเปอร์เมทรินเบื้องต้นชนิดพกพา

สารพิษไซเปอร์เมทริน เป็นยาฆ่าแมลงกลุ่มไพเรทรอยด์ ซึ่งออกฤทธิ์กำจัดศัตรูพืชได้หลายชนิด จากการที่ผู้ประดิษฐ์ชุดตรวจสอบสารพิษตกค้างไซเปอร์เมทรินเบื้องต้นออกไป สำรวจ พบว่าแปลงผักของเกษตรกรที่ปลูกผักในภาคกลางและภาคตะวันออกเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้สารพิษไซเปอร์เมทรินฉีดพ่นกำจัดศัตรูพืช สารพิษดังกล่าวจึงเป็นปัญหาที่ตรวจพบตกค้างในผักและผลไม้ส่งออกตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา จนถึงปี 2549 โดยปี 2546, 2547, 2548 ตรวจพบไซเปอร์เมทรินมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และจากศูนย์ข้อมูลบริการแบบเบ็ดเสร็จของกรมวิชาการเกษตรปีล่าสุด 2551 พบสารไซเปอร์เมทรินมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของผักและผลไม้ที่ส่งออก โดยเฉพาะพวกสมุนไพร เช่น ใบกะเพรา และใบโหระพา พบสูงถึง 9 ppm สูงกว่าค่าความปลอดภัย ซึ่งกำหนดโดย CODEX MRL ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล

นางอุดมลักษณ์ อุ่นจิตวรรธนะ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยวัตถุมีพิษ สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ผู้ประดิษฐ์ชุดตรวจสอบสารพิษตกค้างไซเปอร์เมทรินเบื้องต้น กล่าวว่า สารไซเปอร์เมทรินจะออกฤทธิ์กับแมลงหรือคน ทำให้ระบบประสาทผิดปกติ เพราะสารนี้จะไประงับการทำงานเซลล์เมนเบรนในระบบประสาท ซึ่งมีผลต่อการทรงตัวของแมลงหรือคน แต่เนื่องจากแมลงมีรูปร่างเล็กกว่าคนมาก ถ้าได้รับสารนี้ในปริมาณมากอาจหมดสติหรือที่เรียกว่า น็อกดาวน์ สำหรับคนอาจมีอาการมึนซึมหรือการเคลื่อนไหวร่างกายมีอาการผิดปกติเล็กน้อย เนื่องจากคนมีน้ำหนักตัวมากกว่าแมลง จึงไม่ถึงขั้นเป็นอันตราย นอกจากจะได้รับสารเข้าไปเป็นปริมาณมาก

“ในการส่งพืชผักผลไม้ไปจำหน่ายต่างประเทศ ถ้าพบว่ามีสารไซเปอร์เมทรินตกค้าง สูงกว่าค่าความปลอดภัย คือ เกินกว่าค่า CODEX MRL หรือ MRL ของแต่ละประเทศที่นำเข้าจะถูกส่งกลับคืนมา แต่เนื่องจากค่าความปลอดภัยของแต่ละประเทศมีค่าไม่เท่ากัน ถ้าเป็น EU หรือกลุ่มสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่น ได้กำหนดค่าความปลอดภัย (MRL) ไว้ต่ำมาก แสดงว่าพืชผักนั้นมีความปลอดภัยสูง ซึ่งเขากำหนดค่าความปลอดภัยไว้ 0.01 ppm สำหรับหน่อไม้ฝรั่งถ้าตรวจพบสูงกว่านี้จะถูกส่งกลับทันที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละ ประเทศจะกำหนด และขึ้นอยู่กับพืชผักแต่ละชนิดด้วย”

นางอุดมลักษณ์ กล่าวอีกว่า พืชผักที่มีปัญหาทุกวันนี้ คือ หน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งกำหนดค่าความปลอดภัยไว้ 0.01 ppm ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำมาก แต่ประเทศไทยไม่มีการใช้สารพิษไซเปอร์เมทรินในหน่อไม้ฝรั่ง เพราะเกรงว่าถ้าใช้แล้ว พบตกค้างเกินค่าที่กำหนด จะส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่นไม่ได้

จากปัญหาที่พบสารไซเปอร์เมทรินตกค้างในพืชผักผลไม้ตั้งแต่ปี 2546 เป็นต้นมา และประเทศผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทยได้ส่งสินค้ากลับคืนมา ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายในเรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรคิดค้นอุปกรณ์การตรวจ สอบสารพิษอย่างง่าย ๆ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เป็นโครงการเร่งด่วนเพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาสารพิษตกค้างในพืชผักผลไม้ และผลิตผลการเกษตรอื่น ๆ เพื่อตรวจสอบปริมาณการปนเปื้อนสารพิษก่อนออกสู่แหล่งจำหน่ายและก่อนออกสู่ ผู้บริโภค ทำให้สามารถจำแนกได้ว่า ผลิตผลหรือสินค้านั้นมีการปนเปื้อนสารพิษไซเปอร์เมทริน มีคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ระดับความปลอดภัยที่ได้กำหนดเป็นมาตรฐานสากลและมาตรฐาน ภายในประเทศอย่างไรหรือไม่

การประดิษฐ์ชุดตรวจสอบนี้ได้มาจากการวิจัยและพัฒนาวิธีการตรวจสอบสารพิษตก ค้างอย่างง่ายและรวดเร็วโดยวิธีเคมี โดยพัฒนามาจากการวิเคราะห์ด้วยทินเลเยอร์โครมาโตกราฟฟี่ แต่นำมาย่อขนาดและลดขั้นตอนยุ่งยากต่าง ๆ ลง แต่ยังคงมีประสิทธิภาพใช้ได้ตามวัตถุประสงค์

ชุดตรวจสอบนี้ทำเป็นกล่องกระดาษ น้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม หลังจากบรรจุอุปกรณ์ทุกอย่างลงไปในกล่อง เรียกว่า ชุดตรวจสอบสารพิษตกค้างไซเปอร์เมทริน หรือ Test Kit for Cypermethrin Residue ชุดตรวจสอบนี้สะดวกในการนำไปใช้ตรวจที่แปลงเกษตรกรและลดขั้นตอนยุ่งยากที่ทำ ในห้องปฏิบัติการ คือ ไม่มีขั้นตอนการฉีดพ่นสารที่เป็นสี โดยผสมสีลงไปพร้อมกับสารซิลิกาชนิดพิเศษตอนเริ่มต้น การแปลผลใช้เปรียบเทียบกับรูปที่ให้มากับคู่มือการใช้งานซึ่งบรรจุอยู่ภายใน กล่องชุดตรวจสอบ ขั้นตอนและวิธีทำจะบอกอย่างละเอียดในคู่มือที่ให้มา อ่านเข้าใจง่าย สามารถทำเองได้

“ประโยชน์ของชุดตรวจสอบสารพิษตกค้างไซเปอร์เมทรินเบื้องต้นที่ประดิษฐ์คิด ค้นขึ้นมานี้ ก็คือ ประหยัดเงินและเวลาในการวิเคราะห์ สะดวกในการพกพาไปใช้ตรวจในแปลงผักของเกษตรกร ทำให้ผลผลิตที่แปลงก่อนจะออกสู่แหล่งจำหน่ายปลอดภัยในระดับหนึ่ง” นางอุดมลักษณ์ กล่าว

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยวัตถุมีพิษการเกษตร สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร โทร. 0-2579-6123 โทรสาร 0-2940-5420.

นวลศรี โชตินันทน์
dailynews

การเพาะเลี้ยงหอยแครง

1 comment January 29th, 2009

หอยแครง
เลี้ยงหอยแครงในบ่อดิน รูปแบบใหม่-ปลอดสารพิษ

การบริโภคอาหารให้ได้คุณค่าและรู้สึกปลอดภัยอย่างแท้จริงนั้น วัตถุดิบที่นำไปประกอบอาหารก็จะต้องสะอาดปราศจากสารปนเปื้อนด้วย เฉกดั่ง กลุ่มเพาะเลี้ยงหอยแครงบ้านคลองช่อง ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม

โดย การนำของ ขนิษฐา เนียมประพันธ์ ที่รวมตัวกันเลี้ยงหอยแครงในบ่อดิน ส่งจำหน่ายจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะนอกจากคุณสมบัติเด่นปลอดสารพิษแล้ว หอยที่เลี้ยงยังตัวใหญ่และให้คุณค่าทางอาหารสูง

ขนิษฐาเล่าว่า กลุ่มเพาะเลี้ยงหอยแครงบ้านคลองช่อง เป็นหนึ่งใน “โครงการอาหารทะเลปลอดภัยไร้สารพิษ” ที่สมัชชาอาหารปลอดภัย จ.สมุทรสงคราม และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุนการเพาะเลี้ยง เพื่อพัฒนาระบบการผลิตอาหารทะเลให้ปราศจากสารปนเปื้อน และมุ่งหวังให้ประชาชนได้บริโภคอาหารทะเลที่สด สะอาด อร่อยและปลอดภัย

“ครั้งแรกกลุ่มจะเพาะเลี้ยงหอยแครงเพื่อจำหน่ายเป็นลูกพันธุ์สำหรับไปเพาะ เลี้ยงต่อ และจำหน่ายเป็นอาหารทะเลสดให้แก่พ่อค้าเพื่อไปจำหน่ายในตลาดแม่กลอง ต่อมาเมื่อมีการปรับเปลี่ยนจากเพาะเลี้ยงในทะเลอย่างเดียวมาเป็นเพาะเลี้ยง ในบ่อดินริมชายทะเล แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร” ประธานกลุ่มแจง

พร้อมยอมรับว่าที่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควรนั้น เพราะปัญหาน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ ซึ่งกลุ่มทำได้เพียงแค่เฝ้าระวัง และคอยตรวจตราโรงงานที่อาจปล่อยสารพิษลงสู่ทะเล เมื่อใดที่น้ำทะเลปนเปื้อนสารพิษ น้ำจะมีสีแดงและขุ่น หอยแครงที่เลี้ยงจะตายหมด ทำให้ชาวประมงขาดทุนทันทีเช่นเดียวกัน กว่าจะสามารถเพาะเลี้ยงได้ใหม่จะต้องรอให้น้ำทะเลฟื้นตัวนานกว่า 4 เดือน สมัชชาอาหารปลอดภัยสมุทรสงคราม จึงเข้ามาแนะนำให้เพาะเลี้ยงในบ่อดินเนื่องจากสามารถหลีกเลี่ยงน้ำเสียได้

ต่อ เมื่อสมัชชาโดยการนำของ อรุณ เกิดสวัสดิ์ ผจก.แผนงานอาหารปลอดภัย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 เข้ามาสนับสนุนด้านเงินทุนในการทำบ่อดินในพื้นจำนวน 30 ไร่ และซื้อพันธุ์หอยแครงให้กลุ่มได้เพาะเลี้ยง

บ่อดิน เพาะเลี้ยงหอยแครง

วิธีการเพาะเลี้ยงหอยแครงในบ่อดิน สมัชชาได้จัดทำบ่อดินขนาด 30 ไร่ริมชายทะเล มีการกักน้ำเค็มสูง 1 เมตร และนำหอยขนาดเล็กมาเลี้ยงไว้ เปลี่ยนน้ำทุก 5-7 วัน ช่วงใดที่น้ำทะเลเสียมีสารพิษ ชาวประมงก็จะไม่เปิดให้น้ำเข้า ทำให้หอยแครงในบ่อดิน มีคุณภาพสูง ไม่มีอันตรายจากสารเคมี อีกทั้งยังโตเร็วกว่าหอยแครงที่เลี้ยงในทะเลธรรมชาติ” ขนิษฐาแจง พร้อมระบุว่าปัจจุบันกลุ่มผลิตหอยแครงปลอดสารยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ของตลาด ที่ปัจจุบันไม่เฉพาะในสมุทรสงคราม หรือจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น แต่ยังส่งจำหน่ายไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วทุกภาคด้วย

ด้านอรุณ กล่าวเสริมว่า พร้อมกันนี้สมัชชายังช่วยประสานเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้ามาเก็บหอยแครงไปตรวจหาสารพิษ รวมถึงตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ และช่วยเฝ้าระวังเรือที่จะลักลอบนำสารพิษมาทิ้งในทะเล ทำให้กลุ่มเพาะเลี้ยงหอยแครงมั่นใจได้ว่าจะมีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดสามารถ สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคก็ได้รับประทานหอยแครงที่สด สะอาด และปลอดภัย

“เรื่องอาหารปลอดภัยเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนัก และรับผิดชอบร่วมกัน และเมื่อมีการประกาศนโยบายให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก เราก็ควรทำให้อาหารที่มีต้นกำเนิดมีคุณภาพและปลอดภัยอย่างแท้จริง ซึ่งนอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคได้แล้ว ยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้แก่ชาวบ้านได้อย่างน่าพอใจด้วย” อรุณ กล่าวสรุป

ข่าวเกษตร 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

No comments October 28th, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำวันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2551

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเข็น “โครงการประกันภัยทางการเกษตร 2552-2554” ในวงเงินงบประมาณรวม 1,221.875 ล้านบาท เข้าสู่ ครม. โดยจัดให้มีการนำร่องรับ ประกันภัยในส่วนของ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าว เพื่อคุ้มครองการลงทุนของเกษตรกร เนื่อง จากพืชเศรษฐกิจทั้งสองชนิดมีพื้นที่เพาะปลูกมาก กว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่การเกษตรของประเทศ หาก ครม.เห็นชอบก็พร้อมเดินหน้า ประกันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 20 จังหวัด 6 ล้านไร่ พร้อมนำร่องศึกษาวิจัยประกันภัยข้าวโดยตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2554 จะสามารถเริ่มประกันภัยข้าวในพื้นที่ 1 ล้านไร่ ซึ่งรูปแบบภัยที่คุ้มครอง คือ ความเสียหายของพืชจากความแห้งแล้ง เนื่องจากปริมาณและการกระจายของฝนไม่สม่ำเสมอ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช โดยในช่วงแรกคุ้มครองเฉพาะความเสียหายจากภัยแล้ง

มีข่าวมากมายเกี่ยวกับการปนเปื้อน สารเมลามีน ในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้บริโภค อาทิ นมและอาหาร กรมประมงในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลอาหารสัตว์น้ำทั้งที่ผลิตในประเทศและที่นำ เข้าจากต่างประเทศ ตระหนักถึงปัญหานี้และได้วางมาตรการควบคุมป้องกันการปนเปื้อนสารเมลามีนในอาหารสัตว์น้ำมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีการสุ่มตรวจโรงงานการผลิตอาหารสัตว์น้ำ จำนวน 45 โรง ประมาณ 400 ตัวอย่าง ซึ่งผลปรากฏว่าไม่พบสารเมลามีนปนเปื้อนในอาหารสัตว์น้ำ ทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น ดร.จิราวรรณ แย้มประยูร รองอธิบดีกรมประมง จึงฝากบอกไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำและผู้บริโภคสัตว์น้ำ ว่าขอให้มั่นใจได้ว่าอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำและตัวสัตว์น้ำปราศจากการปน เปื้อนของสารเมลามีนแน่นอน

เคยสงสัยหรือไม่ว่า เมลามีนคืออะไรแล้วทำไมเขาจึงนำมาผสมกับอาหารอย่างขาดความรับผิดชอบอย่างนี้ ดร.จิราวรรณ ให้ความรู้ว่า “เมลามีน” เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมการทำพลาสติก ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่มีส่วนประกอบของไนโตรเจนที่สัตว์ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อยู่ใน ปริมาณสูงและมีราคาถูกกว่าโปรตีน จึงมีผู้นำมาหาประโยชน์ในทางที่ผิด โดยปลอมปนในวัตถุดิบอาหารสัตว์ เพื่อให้ได้ค่าวิเคราะห์ไนโตรเจนสูง ซึ่งจะทำให้เรียกราคาได้สูงขึ้น โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสัตว์และผู้บริโภคสัตว์ จึงนับว่าเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตทุกคนต้องมีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

ดงข้าว

ภัยในสารปนเปื้อนจากอาหาร

No comments October 24th, 2008

สารปนเปื้อนในอาหาร เป็นสารพิษที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งมีผลทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจนถึงเสียชีวิตได้ สารปนเปื้อนในอาหารแบ่งตามลักษณะการเกิดได้ 2 ประเภทคือ

1. สารพิษที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แบ่งออกตามชนิดของสารพิษได้ดังนี้

สารพิษจากเชื้อจุลินทรีย์ เช่น สารอะฟลาทอกซิน (aflagoxin) ซึ่งเป็นสารสร้างจากเชื้อราพวก แอสเพอร์จิลลัส (aspergillus spp) รานี้เจริญได้ดีในถั่วลิสงและเมล็ดพืชที่ชื้น ซึ่งความร้อนสูงไม่สามารถทำลายสาร อะฟลาทอกซิน ได้ ส่วนใหญ่สารนี้จะตกค้างที่ตับทำให้เกิดเป็นมะเร็งตับ

2. สารพิษที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ส่วนให้เป็นผลมาจากความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวัน มีดังนี้

สารตกค้างจากการเกษตร เช่น ดีดีที ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ซึ่งอาจสะสมในอาหาร เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

สิ่งเจือปนในอาหาร แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

1. สารกันอาหารเสีย เป็นสารที่ช่วยให้อาหารคงสภาพ รส กลิ่น เหมือนเมื่อแรกผลิตและเก็บไว้ได้นาน เช่น สารกันบูด สารกันหืน เป็นต้น

2. สารแต่งกลิ่นหรือรส เป็นสารที่ช่วยให้อาหารมีรสและกลิ่นถูกใจผู้บริโภค หรือใช้แต่งกลิ่นรส ผู้บริโภคเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของแท้ หรือมีส่วนผสมอยู่มากหรือน้อยทั้งที่เป็นของเทียม

สารเหล่านี้ได้แก่ เครื่องเทศ สารกลิ่นผลไม้ สารรสหวานประเภทน้ำตาลเทียม ซึ่งเป็นสารที่ให้ความหวานแต่ไม่ใช่น้ำตาล ผงชูรสเป็นสารประกอบที่เรียกว่ามอโนโซเดียมกลูตาเมต ถ้าเป็นผงชูรสปลอมจะใส่ สารโซเดียมเมตาฟอสเฟตและบอแรกซ์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตมาก

3. สีผสมอาหาร เป็นสีที่ใส่เพื่อจะช่วยแต่งเติมให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น มีทั้งสีจากธรรมชาติซึ่งเป็นสีที่ได้จากพืชและสัตว์ ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น สีดำจากถ่าน สีแดงจากครั่ง และสีสังเคราะห์ส่วนมากจะเป็นสารพิษที่ร้ายแรงต่อร่างกาย มักมีตะกั่วและโครเมียมอยู่ เช่น สีย้อมผ้า

จะเลือกซื้ออาหารมารับประทานเห็นทีผู้บริโภคอย่างเราๆ คงต้องระมัดระวังและใส่ใจกับสุขภาพกันให้มากยิ่งขึ้น.

เอื้อเฟื้อข้อมูลจาก อาจารย์นงคราญ ธาราทิพยกุล