Tag Archives: ฟาร์มสุกร

รัฐบาลแทรกแซงราคาสุกรหน้าฟาร์ม

เกษตรกรเลี้ยงหมูเมืองสกลนคร วอนรัฐบาลหยุดควบคุมราคาหมูหน้าฟาร์ม หลังลดราคาเหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 บาท เผยต้องแบกรับค่าวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่ได้ราคาต่ำลงจนขาดทุน…

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่บ้านดงสมบูรณ์ ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร นายพงษ์นารถ ไตรธิเลน เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร เปิดเผยว่า ในช่วงนี้เดือดร้อนอย่างมากหลังรัฐบาลประกาศควบคุมราคาสุกรหน้าฟาร์มเหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 บาท ในขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ที่ 55-60 บาท ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะขาดทุนประมาณตัวละ 800 – 1,200 บาท

นายพงษ์นารถ กล่าวว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งวัตถุดิบ เช่น รำจากเดิมที่เคยซื้อเพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาท ปัจจุบันพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 9-10 บาท ปลายข้าวจากเดิมซื้อกิโลกรัมละ 7-8 บาท ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 14-15 บาท อาหารข้นจากเดิมกระสอบละ 380-450 บาท ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นกระสอบละ 430-580 บาท อีกทั้ง ยังต้องแบกรับภาระค่าจ้างแรงงาน และค่าขนส่ง ที่สูงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ไม่คุ้มทุนในการเลี้ยง ไม่เหมือนบริษัทใหญ่ๆ ที่มีความพร้อมในการเลี้ยง เช่น เพาะพันธุ์เอง เลี้ยงเอง ผลิตอาหารเอง ซึ่งเท่ากับเป็นการผลิตครบวงจร จึงลดต้นทุนในการเลี้ยง

“ตนอยากเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสุกรของรัฐบาลในขณะนี้ เพียงเพื่อต้องการช่วยเหลือผู้บริโภคให้ได้บริโภคเนื้อสุกรในราคาต่ำ แต่กลับมองข้ามผลกระทบและการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาล หยุดเข้ามาแทรกแซงราคาสุกรหน้าฟาร์ม ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด เพราะเมื่อราคาวัตถุดิบแพงขึ้น ราคาสุกรหน้าฟาร์ม และ หน้าเขียงก็ต้องขยับราคาขึ้นตามต้นทุนการผลิต ถ้าจะควบคุมราคาไม่ให้ราคาสุกรหน้าฟาร์มราคาสูงก็ต้องควบคุมราคาวัตถุดิบ เพราะตนมองว่าการควบคุมราคาสุกรหน้าฟาร์มเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ อันที่จริง ราคาสุกรหน้าฟาร์ม ควรอยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีกำไรบ้าง วิธีแก้ปัญหาของตนในขณะนี้ คือการชำแหละสุกรจำหน่ายเองในราคา กก.ละ 120 บาท ดังนั้น รัฐบาลควรทบทวนการเข้ามาแทรกแซงราคาสุกร เพราะในขณะที่ช่วงนี้ราคาหัวอาหารแพงขึ้น แต่ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มกลับลดลง” นายพงษ์นารถ กล่าว.

จี้รัฐระงับนำเข้าสุกรจากต่างประเทศ

ระงับการนำเข้าสุกร เนื่องจาก ไข้หวัดหมู
นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จี้รัฐระงับนำเข้าสุกรจากต่างประเทศ จากกรณี ไข้หวัดหมู

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติจี้รัฐระงับนำเข้าสุกรจากต่างประเทศทันที เป็นการชั่วคราว ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น ดีกว่าปล่อยให้นำเข้ามาแล้วมีปัญหาภายหลัง จะทำให้การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยได้รับผลกระทบ

วันนี้ (27 เม.ย.) นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ผลกระทบจากปัญหา ไข้หวัดหมู ในเม็กซิโกที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อการ บริโภคภายในประเทศ เพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไทยมีนโยบายความปลอดภัยด้านอาหารหรือฟู๊ดเซฟตี้ ส่งผลให้ฟาร์มเลี้ยงสุกรในประเทศยกระดับมาตรฐานขึ้น ศักยภาพค่อนข้างสูงกว่าประเทศอื่น ขอให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจได้ ซึ่งทางอธิบดีกรมควบคุมโรค และนักวิชาการ ต่างออกมายืนยันแล้วว่าการรับประทานเนื้อสุกรปรุงสุกจะไม่มีปัญหาอย่างไร ก็ตามเพื่อความไม่ประมาททางผู้เลี้ยงสุกรควรจะระมัดระวังการเข้าออกฟาร์ม อย่างเต็มที่ ไม่ให้เชื้อโรคติดเข้าไปในฟาร์มได้ และอย่าเลี้ยงสุกรหนาแน่นเกินไปเพราะจะทำให้สุกรป่วยเป็นโรคได้ง่าย

นอก จากนี้ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ต้องการให้รัฐบาลประกาศยุติการนำเข้าเครื่องในและชิ้นส่วนสุกร รวมทั้งพ่อแม่พันธุ์สุกรจากต่างประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ทันทีเป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาจากการนำเข้าไว้ก่อน ดีกว่าปล่อยให้นำเข้ามาแล้วมีปัญหาภายหลัง จะทำให้การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยได้รับผลกระทบ และยากที่จะแก้ไข ได้หากยุติการนำเข้าแล้วมีปัญหาตามมาค่อยหาทางแก้ปัญหาไปทีละเรื่องจะ ปลอดภัยกว่า และเมื่อเหตุการณ์การระบาดของโรคสงบลงจะพิจารณายกเลิกยุติการนำเข้าภายหลัง ก็ได้

เลี้ยงหมูขุนอย่างมืออาชีพ

ฟาร์มหมูขุน
เลี้ยงหมูขุนอย่างมืออาชีพ เพิ่มรายได้ใช้ทุกอย่างเป็นประโยชน์

หลายคนที่ เดินทางไปทำงานต่างประเทศ กว่าจะเก็บเงินได้ซักก้อน ต้องทนอาบเหงื่อต่างน้ำกันอยู่นานโข ฉะนั้น การใช้สอยลงทุนประกอบอาชีพก็ต้องคิดแล้วคิดอีก เพื่อให้เม็ดเงินได้งอกผลิดอกออกมาอย่างคุ้มค่าเหนื่อย

นางสาวสุวารี เอี่ยมรำ ชาวบ้านลำโพง ต.พุดซา อ.เมือง จ.นครราชสีมา ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้ เธอเล่าว่าหลังจากทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นนานถึง 6 ปี เมื่อกลับมาอยู่บ้านยังไม่รู้จะทำอาชีพอะไรถึงจะไม่เสี่ยงกับเงินที่เก็บ สะสมมา สังเกตเห็นว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันเขาเลี้ยงสุกรขุนมีรายได้ที่เข้ามาแน่ นอน แล้วสนใจจึงเริ่มศึกษาความเป็นไป กระทั่งรู้ว่าอาชีพนี้มีรายได้ที่แน่นอน มั่นคง แล้วเชื่อว่า “เราต้องทำได้” จึงตัดสินใจร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรขุนของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ

และเพื่อให้ขบวนการเลี้ยงซึ่งนับว่าจุดแรกหรือเป็น “ต้นน้ำ” แห่งการผลิตได้มาตรฐาน ถูกสุขอนามัย อีกทั้งไม่เปลืองแรงงานจึงเลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัย อย่างการสร้างโรงเรือนจะใช้ “ระบบปิด” ปรับอากาศด้วย การระเหยของน้ำ หรือ Evaporative cooling system (EVAP) ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนให้เหมาะกับช่วงอายุของสุกร ซึ่งที่นี่จะรับหมูขุนได้ทั้งหมดจำนวน 550 ตัว

ส่วนการให้อาหารจะเป็นแบบ Auto-feed คือ ให้ผ่านระบบอุปกรณ์อัตโนมัติ ที่นอกจากช่วยให้สุกรได้รับอาหารน้ำเพียงพอ ยัง ทำให้การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ สุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง แต่ก็ต้องมีระบบป้องกันที่ดี ซึ่งถ้าบุคคลภายนอกจะเข้าบริเวณฟาร์ม ต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อน เพื่อให้การเลี้ยงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดจากโรค

โดยเริ่มแรก ซีพีเอฟจะส่งลูกสุกรหย่านมอายุ 18 วัน อาหารสัตว์ รวมทั้งปัจจัยการผลิตต่างๆมาให้ เรามีหน้าที่ดูแลทั้งความสะอาดคอก ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ อาหาร น้ำ ต้องมีสม่ำเสมออย่าให้ขาด อีกทั้งอุณหภูมิต้องสังเกตว่าไม่ควรร้อนหรือเย็นเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพของสุกร กระทั่งสุกรอายุ 24 สัปดาห์ หรือที่น้ำหนัก 95-110 กิโลกรัม บริษัทจะรับซื้อทั้งหมด

บ่อหมักก๊าซชีวภาพ

ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการหากเจอปัญหา ก็จะปรึกษากับเจ้าหน้าที่ซึ่งจะมาดูแลให้คำแนะนำบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้สายป่านแห่งอาชีพนี้ไปได้อีกยาวนาน สุวารีจึงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมบริเวณรอบๆ ด้วยการปรับพื้นที่สร้างบ่อบำบัดมูลสุกรและน้ำเสีย “ระบบไบโอแก๊ส” ซึ่งเป็นการนำมูลสุกรเข้าสู่ระบบบ่อหมักแก๊สชีวภาพ แบบ Plug Flow ขนาด 250 คิว

สามารถผลิตไฟฟ้าใช้ในระบบโรงเรือนเลี้ยงสุกร โดยเข้าร่วมโครงการของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินสนับสนุนค่าก่อสร้างและติดตั้งระบบจากรัฐ 60 เปอร์เซ็นต์ ทำให้แต่ละเดือนจ่ายค่ากระแสไฟฟ้าเพียง 4,000 บาท ลดลงจากที่แต่ก่อนต้องเสียเดือนละ 12,000 บาท

สุวารี บอกว่า นอกจากประหยัด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ละคอกยังมีรายได้เสริมจากการขายมูล (ขี้) หมูตากแห้ง ประมาณ 28,000 บาท ซึ่งนับว่าไม่น้อยทีเดียวในภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 08-4825-9815.

เพ็ญพิชญา เตียว
thairath

การเลี้ยงหมูขุน

หมูขุน
เลี้ยงหมูขุน รายย่อย-รายได้ก็ใช่ย่อย

ช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มนุษย์เงินเดือน คนทำงานบริษัท หรือคนจากพื้นที่เกษตรที่เข้ามาทำงานในเมือง อาจต้องบ่ายหน้าออกสู่จังหวัด ต่าง ๆ แล้วมองหาอาชีพทางการเกษตรทำกันแทนอาชีพเดิม ซึ่งในยุคนี้ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่อาชีพทางการเกษตรก็ใช่ว่าต้องขะมุกขะมอม เสมอไป ไม่เว้นแม้แต่อาชีพ “เลี้ยงหมู”

ปัจจุบันการเลี้ยงหมูหรือสุกรได้มีการพัฒนามากขึ้น มีการเลี้ยงในโรงเรือนแบบปิด การให้อาหารก็เป็นแบบอัตโนมัติ ทำให้เกษตรกรเลี้ยงและดูแลสุกรง่ายขึ้น โดยทางบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ก็มีโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อย มีการถ่ายทอดความรู้ในการ “เลี้ยงหมูขุน” การจัดการ จัดสร้างโรงเรือนระบบปิด ติดเครื่องให้อาหารอัตโนมัติให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ อย่างเช่น ราย “สุวารีฟาร์ม” ฟาร์มเลี้ยงหมูขุนที่มี สุวารี เอี่ยมรำ ดูแลฟาร์มเพียงคนเดียว ซึ่งทีม “ช่องทางทำกิน” ได้ไปสัมผัสมา

สุวารี เอี่ยมรำ เกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงหมูขุน ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพฯ มา 3 ปี เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำอาชีพเกษตรกรเลี้ยงหมูนั้น เดิมไปทำงานเป็นพนักงานบริษัทอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นกับสามี หลังจากที่ตั้งท้องก็ตัดสินใจเดินทางกลับมาตั้งหลักที่เมืองไทย พอกลับมาอยู่บ้านก็พยายามมองหาอาชีพที่เป็นธุรกิจของตัวเองทำ จนได้ไปเห็นเพื่อนที่เป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูแล้วมีรายได้ดี จึงคิดว่าน่าจะลองเลี้ยงดู เพราะคิดว่าน่าจะสร้างรายได้ที่ดี อีกทั้งก็มีความชอบในอาชีพเกษตรกรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงตัดสินใจเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมู

หลังจากตัดสินใจแล้วว่าจะเลี้ยงหมู จึงไปปรึกษาและศึกษาการทำฟาร์มกับทางซีพีเอฟเพื่อขอเข้าร่วมโครงการส่งเสริม เกษตรกรรายย่อย และหลังจากที่ผ่านคุณสมบัติตามที่โครงการกำหนดไว้ ก็ตกลงทำทันที

“ที่เลือกเข้าโครงการนี้ก็เพราะเห็นว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะด้านการเลี้ยงสุกร มีการดูแล ส่งสัตวบาลเข้ามาดูแลตลอด ให้ความรู้ในเรื่องการเลี้ยง การจัดการ”

สำหรับเกษตรกรที่สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้ จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังนี้คือ มีที่ดิน 5 ไร่ และพื้นที่จะต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสอบว่าเหมาะสมด้วย โดยพื้นที่เลี้ยงหมูนั้นชุมชนโดยรอบต้องยอมรับ มีแหล่งน้ำเพียงพอ ซึ่งพื้นที่ 5 ไร่ต้องมีเงินทุน 2,500,000 บาท ที่สำคัญคือจะต้องมีใจรักในอาชีพนี้ด้วย

เจ้าของฟาร์มเล่าต่อว่า เงินทุน 2,500,000 บาท จะใช้สร้างโรงเรือนระบบปิด ปรับอากาศด้วยการระเหยของน้ำ หรืออีแวป (Evaporative cooling system) ขนาด 9 x 107 x 2 เมตร พื้นทำเป็นคอนกรีต ผนังคอนกรีต แบ่งออกเป็นคอก จำนวน 11 คอก จุหมูได้คอกละ 50 ตัว สามารถเลี้ยงหมูได้ทั้งหมด 550 ตัว ต่อ 1 รุ่น ส่วนระบบการให้อาหารจะติดไซโล หรือเครื่องจ่ายอาหารอัตโนมัติ ขนาด 7.5 ตัน 1 ลูก

เมื่อทำการสร้างโรงเรือนเรียบร้อย ก็เริ่มนำเอาลูกหมูมาเข้า โดยลูกหมูที่เอาเข้ามาจะมีอายุ 18 วัน เป็นลูกหมูที่เพิ่งหย่านม ลูกหมูที่นำเข้ามาจะต้องใช้ไฟอบเพื่อให้ความอบอุ่น ประมาณ 1 เดือน

การให้อาหารก็ให้ตามปกติ เช้า-เย็น ปริมาณที่ให้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของหมู ถ้าหมูเล็กก็จะให้อาหารวันละประมาณ 500 กิโลกรัมต่อรุ่น หมูใหญ่ขึ้นก็เพิ่มปริมาณอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนการดูแลทำความสะอาด ภายในโรงเรือนจะต้องเน้นเรื่องความสะอาดเป็นอย่างมาก ช่วงหมูยังเล็กการทำความสะอาดก็ยังไม่หนัก แต่เมื่อหมูเริ่มโตต้องทำเพิ่มเป็นวันละ 3 ครั้ง ต้องกวาดมูลทิ้ง เปลี่ยนน้ำ ดูแลอาหารวันละ 2 เวลา เช้า-เย็น และต้องควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือน เฉลี่ยที่ 28 องศาฯ

ที่สำคัญไม่ควรอาบน้ำให้หมู เพราะจะทำให้สุขภาพหมูแย่

สุวารีบอกต่อไปว่า หมู 1 รุ่นจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 24 สัปดาห์ หมูจะได้น้ำหนักตามที่ต้องการ ซึ่งทางซีพีเอฟจะส่งพนักงานมาจับ โดยใน 1 รุ่น หมู 550 ตัว ถ้าดูแลเลี้ยงดูดี หลังหักค่าไฟฟ้าเดือนละ 4,000 บาท และค่าแรงอีกเดือนละประมาณ 5,000 บาท ก็จะเหลือรายได้ประมาณ 170,000 บาทต่อรุ่น

กับค่าอาหารเลี้ยงหมูนั้น ถ้าอยู่ในโครงการนี้จะไม่เสีย ทางโครงการจะจัดการให้ โดยรายได้ของเกษตรกรจะมาจากน้ำหนักหมูที่เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงดู ขณะที่ค่าไฟนั้นถ้าในฟาร์มมีระบบผลิตไบโอแก๊ส ก็อยู่ที่เดือนละประมาณ 4,000 บาท แต่ถ้าไม่มีก็จะตกประมาณเดือนละ 12,000 บาท

ใครที่สนใจขอเยี่ยมชมฟาร์มเลี้ยงหมูขุน สุวารีฟาร์ม ก็ลองติดต่อสอบถามกับสุวารีที่ โทร. 08-4825-9815 ส่วนถ้าใครต้องการสอบถามเพิ่มเติมเรื่องการ “เลี้ยงหมูขุน” ด้วยการใช้เทคโนโลยี-อุปกรณ์ทันสมัยเข้ามาช่วยเลี้ยง ตามโครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรายย่อยของซีพีเอฟ ก็ติดต่อสอบถามไปที่ โทร. 0-2675-9909.

คู่มือลงทุน…เลี้ยงหมูขุน

ทุนเบื้องต้น ขึ้นอยู่กับขนาด-ปริมาณการเลี้ยง
ทุนหมุนเวียน ประมาณ 50,000 บาท/550 ตัว
รายได้ ประมาณ 170,000 บาท/550 ตัว
แรงงาน 1-2 คนขึ้นไป
ตลาด เข้าโครงการมีบริษัทรับซื้อถึงฟาร์ม
จุดน่าสนใจ เข้าโครงการจะดูแลง่าย-รายได้ดี

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์
dailynews

เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด

เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด
เครื่องทำปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด 2 in 1 ใช้ก๊าซขับเคลื่อน-คืนทุนใน 3 ปี

ฟาร์มสุกรที่เลี้ยงสุกรไม่ถึง 500 ตัว ที่ไม่มีระบบผลิตก๊าซชีวภาพ ในแต่ละวันจะมีมูลสุกรและของเสียจากการชะล้างเป็นจำนวนมาก และใช้วิธีปล่อยลงบ่อพักซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนรอบข้าง ส่วนการจัดการกากตะกอนก็จะใช้วิธีตากแห้งแล้วทำเป็นปุ๋ย ขายได้เพียง 1 บาท/กก. ส่วนฟาร์มที่มีระบบผลิตก๊าซชีวภาพจะมีการจัดการน้ำเสียควบคู่กันไป แต่ในส่วนกากตะกอนก็จะถูกปล่อยลงพื้นที่ว่างเปล่า หรือหากนำไปขายเป็นปุ๋ยก็จะได้ในราคาถูกเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน จึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินโครงการศึกษาการใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานในเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพอัด เม็ด เพื่อเพิ่มมูลค่า และนำก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้มาใช้ให้คุ้มค่ามากที่สุด

รศ. ดร.ธนากร วงศ์วัฒนาเสถียร แห่งภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้จัดการโครงการฯ เล่าว่า ก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้จากฟาร์มสุกรขนาดเล็กนำไปใช้ในการหุงต้มเพียง 1-2 ลบ.ม./วัน เท่านั้น แต่มีก๊าซส่วนที่เหลือ 3-4 ลบ.ม./วัน ทำให้ต้องปล่อยก๊าซที่เหลือทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก และส่งผลต่อภาวะโลกร้อนได้

ทางคณะวิจัย ได้ทำการออกแบบเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด และนำเครื่องจักรกลการเกษตร ได้แก่ เครื่องยนต์รถไถนาเดินตามมาดัดแปลงติดตั้งเครื่องยนต์ให้เป็นเครื่องต้น กำลัง และนำก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้มาเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล

“ผลการทดลองด้วยการนำกากตะกอนจากการผลิตก๊าซชีวภาพมาผลิตปุ๋ยอัดเม็ด โดยใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล พบว่าการใช้ก๊าซชีวภาพเป็นพลังงานร่วมกับน้ำมันดีเซล (เปิดวาล์ว 50%) ผลิตปุ๋ยอัดเม็ดได้ 190.98 กก./ชม. และใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยมาก เพียง 0.00134 ลิตร/ปุ๋ย 1 กก. ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงอย่างเดียว จะผลิตปุ๋ยอัดเม็ดได้ 171.14 กก./ชม. และใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 0.00319 ลิตร/ปุ๋ย 1 กก.”

หัวหน้าโครงการ ระบุว่า โดยสรุปแล้ว การผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดโดยนำก๊าซชีวภาพมาเป็นพลังงานร่วม ช่วยประหยัดน้ำมันดีเซลได้ 57.99% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ปุ๋ยที่ผลิตได้ก็เพิ่มมูลค่าจากเดิมขายได้เพียง 1 บาท/กก. ก็เพิ่มเป็น 5 บาท/กก. ขณะที่คุณสมบัติด้านธาตุอาหารของปุ๋ยดังกล่าว พบว่าอุดมไปด้วยธาตุอาหารพืช ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซึ่งนำไปใช้กับพืชไร่ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

ด้าน ดร.ไปรยา เฉยไสย ผู้ร่วมวิจัย ได้ประเมินความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ ว่าต้นทุนเครื่องผลิตปุ๋ยนั้นมีต้นทุนที่ 40,600 บาท ส่วนเครื่องยนต์ต้นกำลัง 33,000 บาท รวมต้นทุนทั้งหมด 73,600 บาท โดยหากเกษตรกรมีกำลังการผลิตปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ด 50 กก./วัน จะต้องขายราคา 15 บาท/กก. มีระยะเวลาคืนทุน 1.31 ปี หากขายปุ๋ยราคา 5 บาท/กก. จะคืนทุนในเวลา 2.71 ปี

ทั้งนี้ หากเกษตรกรรายใดที่มีเครื่องยนต์การเกษตรที่เป็นเครื่องยนต์ต้นกำลังแล้วจะ ให้ผลคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์มากยิ่งขึ้น เพราะไม่ต้องลงทุนเครื่องยนต์ เพียงแต่นำมาดัดแปลงและติดตั้งกับเครื่องผลิตปุ๋ยอัดเม็ดเท่านั้น

ขณะที่ จินตนา เหล่าฤชุพงศ์ หัวหน้ากลุ่มเทคโนโลยีพลังงานก๊าซชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน บอกว่า กรมได้มอบหมายให้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นทำการศึกษา วิจัย และทดลองโดยใช้เวลา 1 ปี ปัจจุบันการผลิตเครื่องปุ๋ยชีวภาพอัดเม็ดโดยใช้ก๊าซชีวภาพที่เหลือใช้เป็น พลังงานร่วมแล้วเสร็จ โดยมี “สังเวียนฟาร์ม” ที่ตั้งอยู่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เป็นฟาร์มต้นแบบ

มยุรี อัครบาล

1 2