Archive: Posts Tagged ‘การแปรรูปผลไม้’

ประโยชน์ของทุเรียน

No comments July 14th, 2009

ทุเรียน
ทุเรียน ราชาผลไม้ ให้ประโยชน์มากกว่าที่คิด

ช่วงนี้ผลไม้ออกสู่ตลาดมากมาย ที่เห็น ๆ โดดเด่นเป็นสง่าดูเหมือนจะเป็นทุเรียน ในวัยเยาว์ได้กลิ่นทุเรียนทีไรต้องหันหน้าหนีอย่างฉับพลัน พลางคิดว่า คนเรารับประทานทุเรียนเข้าไปได้อย่างไรกันหนอ กลิ่นฉุนเฉียวอย่างรุนแรงซะขนาดนั้น ต่างกับปัจจุบันที่สามารถรับประทานได้วันละลูกขนาดกลาง ๆ ยิ่งรับประทานในที่ลับตาคนยิ่งอร่อยเพราะจะได้ลุยได้เต็มที่!

ทุเรียนได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ ทุเรียนมีมากกว่า 30 ชนิด มีอย่างน้อย 9 ชนิดที่รับประทานได้ ทุเรียนมีสายพันธุ์ประมาณ 100 สายพันธุ์ให้ผู้บริโภคเลือกรับประทาน ในประเทศไทยพบทุเรียนอยู่ 5 ชนิด มิใช่ว่าจะมีแต่เพียงเนื้อนุ่ม รสชาติอร่อยเพียงอย่างเดียว คุณค่าอย่างอื่นของทุเรียนก็มีด้วยไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร ไขมัน โปรตีน น้ำ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซิน วิตามินซีแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม

นอกจากนั้นทุเรียนยังเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงทั้งยังอุดมไปด้วยกำมะถันและคอเลส เตอรอล ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานเพราะหากกินเข้าไประดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วยังทำให้ร้อนในและรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว

ในตำราสมุนไพรไทย กล่าวไว้ว่า ส่วนต่าง ๆ ของทุเรียนสามารถนำมาใช้เป็นยาได้ โดยใบมีรสขม, เย็นเฝื่อน มีสรรพคุณแก้ไข้, แก้ดีซ่าน, ขับพยาธิ และทำให้หนองแห้ง เนื้อทุเรียนมีรสหวาน, ร้อน มีสรรพคุณให้ความร้อน, แก้โรคผิวหนัง, ทำให้ฝีแห้ง และขับพยาธิ เปลือกทุเรียนมีรสฝาดเฝื่อนใช้สมานแผล, แก้น้ำเหลืองเสีย, พุพอง, แก้ฝี, ตาน, ซาง, คุมธาตุ, แก้คางทูม และไล่ยุงและแมลง ส่วนรากมีรสฝาดขมใช้แก้ไข้และแก้ ท้องร่วง

คนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถวบ้านเรา ลาว เขมร พม่า นี่แหละ เชื่อว่าทุเรียนมีคุณสมบัติให้ความร้อนซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะเหงื่อออกมากกว่าปกติ วิธีโบราณที่จะลดผลกระทบจากความร้อนนี้คือรินน้ำลงในเปลือกทุเรียนหลังจากเนื้อถูกรับประทานแล้วและดื่มน้ำนั้น อีกวิธีคือรับประทานทุเรียนไปพร้อมกับมังคุดซึ่งถูกคิดว่ามีคุณสมบัติให้ความเย็น มีความเชื่อโบราณที่ห้ามผู้หญิงมีครรภ์หรือคนที่มีความดันเลือดสูงรับประทานทุเรียน

ในบางที่เชื่อว่าทุเรียนจะเป็นอันตรายเมื่อรับประทานร่วมกับกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ อันนี้บ้านเราเองก็เชื่อ เขาว่า ห้ามกินเหล้ากับทุเรียน เพราะมัน “ร้อน” ทั้งคู่ เดี๋ยวหลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี…คือบางทีรับประทานทุเรียนเพียงอย่างเดียวก็อาจตายได้ หากรับประทานมากเกินไป ไม่รู้จักความพอดี ฉะนั้น อะไร ที่มันมากเกินไปมันก็ไม่ดี เดินสายกลางดีกว่าพระท่านสอนไว้

เรื่องนี้สิสำคัญ สำหรับบางคนนะ คือ ชาวชวาเชื่อว่าทุเรียนมีคุณสมบัติกระตุ้นความต้องการทางเพศเขาบอกว่า “ทุเรียนตก โสร่งถกขึ้น” อุ๊ย…มิน่าล่ะ!

นอกจากนี้แล้ว ทุเรียนยังสามารถนำไปแปรรูปและทำอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น ทุเรียนกวนอันนี้ก็อร่อย ทุเรียนกรอบก็มี แยมทุเรียนก็ได้ นอกจากอาหารหวานแล้ว อาหารคาวก็นำทุเรียนมาทำได้ ก็ทุเรียนอ่อนไงนำมาแกงได้

เปลือกทุเรียนที่เราเคยเห็นเขาทิ้งเขาขว้างหลังจากที่ปอกเปลือกให้เราแล้ว เชื่อไหมว่า เขาสามารถนำเปลือกทุเรียนมาทำเป็นกระดาษได้ โดยนักวิจัยจากกลุ่มวิจัยพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร

เปลือกทุเรียนเมื่อแปรรูปเป็นกระดาษแล้วมีคุณภาพเด่นเฉพาะตัว คือให้เส้นใยนุ่มและเหนียวกว่าเนื้อกระดาษสา สามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายชนิด นอกจากนี้ยังสามารถผสมเส้นใยของผัก ผลไม้ต่าง ๆ กับเปลือกทุเรียนในการทำกระดาษ จะทำให้ได้กระดาษ ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเฉพาะตัวต่างกันไป เช่น เปลือกมังคุดได้สีม่วงธรรมชาติ เปลือกแก้วมังกรจะได้กระดาษสีม่วงธรรมชาติและผิวสัมผัสนุ่ม ใบเตยจะได้กระดาษที่มีกลิ่นหอมและมีสีเขียว หากสนใจทำกระดาษจากเปลือกทุเรียนน่าจะสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จ.จันทบุรี

มิใช่แต่กรมวิชาการเกษตรเท่านั้น ที่อื่นเขาก็ทำกัน เช่น นักศึกษาจาก ภาควิชาเทคโนโลยี การพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ทำกระดาษจากเยื่อเปลือก ทุเรียนขึ้น มีลวดลายในตัวจากหนามทุเรียน โดดเด่นไม่เหมือนใคร คุณภาพดีเหมาะแก่การนำมาทำเป็นบรรจุภัณฑ์

ผู้ที่สนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมของกระดาษเปลือกทุเรียนคุณภาพสูงสามารถติดต่อได้ที่ ภาควิชาเทคโนโลยีการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ มจธ.

จีร์ ศรชัย
dailynews

มังคุด

No comments May 19th, 2009

มังคุด
เครือข่าย ‘มังคุด’ เมืองจันทบุรี ทีมผู้ผลิต ‘ราชินีผลไม้’ เกรดเอ

มังคุด ผลไม้รสชาติอร่อยมากถูกปากถูกใจของใคร ๆ หลายคนหลายชาติหลายภาษาจนได้รับฉายาว่า “ราชินีแห่งผลไม้” นอกจากนำมารับประทานแล้ว ทุกวันนี้ยังมีการนำมังคุดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ กันมากขึ้น เช่น ทำเป็นน้ำมังคุด เปลือกมังคุดยังสามารถนำมาตากแห้ง จำหน่ายไปทำสมุนไพร ครีมทาแผลสด แผลเปื่อย ครีมบำรุงผิว ฉะนั้นจึงเห็นผลิตภัณฑ์สบู่จากเปลือกมังคุดในตลาด

ข้อมูลจาก www.medplant.mahidol.ac.th บอกไว้ว่า สารสกัดน้ำต้มเปลือกผลมังคุดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของอาการท้องเสียสารที่พบมากที่เปลือก คือ แทนนินมีฤทธิ์ฝาดสมานจึงช่วยแก้อาการท้องเสีย นอกจากนี้สารสกัดเปลือกมังคุดมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ แบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดหนอง การใช้มังคุดรักษาแผล ให้เอาเปลือกมังคุดตากแห้งฝนกับน้ำปูนใส ใช้ทาแผลพุพอง แผลเน่าเปื่อย

มังคุดเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดจันทบุรี ปีที่ผ่านมามีเงินสะพัดจากผลไม้ชนิดนี้กว่า 2,240.15 ล้านบาท ปัจจุบัน จ.จันทบุรีมีพื้นที่เพาะปลูกมังคุด ประมาณ 136,957 ไร่ ซึ่งนายโอฬาร พิทักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า ระยะ 2-3 ปีหลังนี้ ชาวสวนมังคุดยังต้องผจญปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาตกต่ำ เนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค โดยเกษตรกรสามารถผลิตมังคุดคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศได้ เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ส่วนที่เหลือป้อนตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะช่วงกลางฤดูเก็บเกี่ยว ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม-กลางเดือนมิถุนายนจะมีผลผลิตออกมามากจนไม่สามารถ ระบายไปสู่ ผู้บริโภคได้ทันเวลา ส่วนใหญ่จึงต้องรีบขายผลผลิต แบบคละรวมโดยไม่มีการคัดเกรด ขณะที่การขนส่งสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายตามจังหวัดต่าง ๆ ไม่มีระบบการจัดการที่ดี ส่งผลให้สินค้าเกิดความเสียหายและรับประทานได้เพียงบางส่วน

จากปัญหาดังกล่าว สำนักงานเกษตร จังหวัดจันทบุรี จึงจัดทำ “โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ” โดยใช้แนวคิดและกระบวนการของเครือข่ายผู้ผลิตมาประยุกต์ใช้กับมังคุด มุ่งสร้างและพัฒนาความร่วมมือของกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับมังคุดทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมต่อเนื่องและหน่วยงานสนับสนุนให้ร่วมมือกันในลักษณะของพันธมิตร เพื่อเพิ่มปริมาณ ผลผลิตคุณภาพ ดี ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูล ค่าสินค้าและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับผลผลิตมังคุด นับเป็นแนวทางช่วยแก้ไขปัญหาด้านการตลาดมังคุดในระยะยาวได้

เบื้องต้นได้สนับสนุนให้ชาวสวนมังคุดในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง ท่าใหม่ มะขาม โป่งน้ำร้อน นายายอาม เขาคิชฌกูฏ และ ขลุง รวมกลุ่มสร้าง “เครือข่ายมังคุดจันทบุรี” ขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่าย จำนวน 15 กลุ่ม 1 ผู้ประกอบการ มีเกษตรกรสมาชิก จำนวน 290 ราย ขณะเดียวกันยังได้เร่งส่งเสริมให้เครือข่ายฯ มีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีด้านการผลิต ทั้ง ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในเครือข่าย และกลุ่มนอกเครือข่ายในจังหวัดและต่างจังหวัด (ระยอง ตราด) เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตมังคุดของสมาชิก และลดต้นทุนการผลิต ให้ต่ำลงจากเดิมร้อยละ 15 ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ด้าน นางเริงจิตร พรหมสถิต เกษตร จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดฯยังได้ส่งเสริมให้เครือข่ายมังคุดจันทบุรีร่วมกันวาง แผนการผลิตให้สอดรับกับด้านการตลาด ซึ่งปีนี้คาดว่าจะได้ผลผลิตรวมไม่น้อยกว่า 2,000 ตัน โดยกลุ่มตั้งเป้าร่วมกันพัฒนาการผลิตมังคุดคุณภาพเกรดส่งออก (มังคุดผิวมัน น้ำหนัก 70 กรัมขึ้นไป) ให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 30 เพิ่มเป็นร้อยละ 40 ในปี 2552 ร้อยละ 50 ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในปี 2554 ทั้งยังวางแผนการผลิตให้มังคุดคุณภาพออกสู่ตลาดในช่วงเวลาที่เหมาะสมสอด คล้องกับความต้องการของผู้บริโภคด้วย

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมังคุด ของ กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรี

ส่วนด้านการตลาดนั้น กลุ่มเครือข่าย มังคุดได้มีแผนที่จะร่วมกันจำหน่ายผลผลิตของ กลุ่มภายใต้แบรนด์ “กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรี” โดยมุ่งป้อนสินค้าให้ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

กลุ่มเครือข่ายมังคุดจันทบุรียังได้เตรียมแผนจัดแสดง และจำหน่ายผลผลิตของกลุ่มในหลายจังหวัด อาทิ สุพรรณบุรี กรุงเทพฯ ชลบุรี มุกดาหาร และนิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง รวม ทั้งจัดโปรโมตสินค้าที่ประเทศกัมพูชาและญี่ปุ่นด้วย เพื่อประชาสัมพันธ์มังคุดคุณภาพดีให้เป็น ที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น อนาคตคาดว่าจะช่วยให้เกษตรกร มีรายได้เพิ่มสูงขึ้นจากการส่งออกสินค้าคุณภาพ และช่วยลดช่องว่างปัญหาด้านการตลาดและราคาตกต่ำได้

ขนาด “มังคุด” ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” ยังต้องพัฒนาเรื่องคุณภาพ… เพื่อสร้างจุดขายให้โดดเด่น…ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่ประสบชะตากรรมเดียวกัน ควรนำไปเป็นต้นแบบ ประยุกต์ใช้ในการผลิต…เพื่อสร้างโอกาสให้ผลไม้เมืองร้อนของไทยโกอินเตอร์ฯ เพิ่มขึ้นและโกยเงินเข้าประเทศได้อย่างไร้คู่แข่ง.

dailynews

การแปรรูปสับปะรด

No comments November 8th, 2008

สินค้าจาก สัปปะรดแปรรูป
แปรรูปสับปะรดครบวงจร เนื้อกวน-น้ำ-เปลือกทำปุ๋ย

บรรดาแม่บ้านจากบ้านจำค่า ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ก็คล้ายๆ กับหลายๆ หมู่บ้าน ที่มองเห็นถึงผลผลิตทางการเกษตรที่มีราคาตกต่ำและล้นตลาดอย่างน่าเสียดาย

จึงรวมตัวตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่าขึ้นมา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิตสับปะรด ด้วยการแปรรูปทำสับปะรดกวน ส่วนน้ำทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ และเปลือกทำเป็นปุ๋ยหมักมาใช้เอง ปรากฏว่าเฉพาะผลิตภัณฑ์สับปะรดกวนสามารถสร้างรายเดือนละ 2.5 หมื่นบาท

อัมพร ปินตาสา ประธานกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่า บอกว่า ใน ต.บ้านเสด็จ รวมถึงในหมู่บ้านจำค่าด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ยึดอาชีพปลูกสับปะรดสายพันธุ์ปัตตาเวียครอบครัวละตั้งแต่ 5-50 ไร่ โดยผลผลิตป้อนส่งโรงงานมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ตอนหลังเกิดภาวะผลผลิตสับปะรดล้นตลาด ส่งผลให้ราคาตกต่ำ บางปีเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1.50 บาท จากปกติในอดีตทรงตัวอยู่ที่กิโลกรัมละ 6 บาท ที่สำคัญตอนหลังโรงงานจำกัดการปริมาณรับซื้อด้วย เกษตรกรบางส่วนจึงนำสับปะรดไปขายให้โรงงานที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ยังมีสับปะรดอีกจำนวนหนึ่งเหลือทิ้ง จึงคิดว่าควรจะนำสับปะรดเหล่านี้มาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เนื่องจากถ้าจะให้เกษตรกรอยู่ได้จริง สับปะรดต้องมีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท

ใน ที่สุดเมื่อปี 2548 จึงรวมกลุ่ม 15 คน พร้อมจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านจำค่า โดยมีศูนย์ประสานงานติดถนนลำปาง-งาว ต.บ้านเสด็จ เริ่มต้นมาจากแปรรูปทำเป็นสับปะรดกวน เนื่องจากสามารถเก็บได้นานถึง 6 เดือน ต่อมานำน้ำสับปะรดทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ เปลือกสับปะรดมาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ นำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร รวมใช้ในไร่สับปะรดด้วย นอกจากนี้ยังคัดสับปะรดเกร็ดเอที่มีรสชาติหวานกรอบ ที่ชาวบ้านเรียกว่าสายน้ำผึ้ง มาวางจำหน่ายแก่นักท่องเที่ยวที่สัญจรผ่านตามถนนสายลำปาง-งาว และอีกจำนวนหนึ่งมีพ่อค้าจากถิ่นอื่นซื้อไปขายต่อในราคากิโลกรัมละ 6 บาท จากปกติที่โรงงานรับกิโลกรัมละ 4.50 บาท

อัมพรเล่าถึงการแปรรูปสับปะรด ทำเป็นสับปะรดกวนด้วยว่า ใช้ผลสับปะรดสด 100 กิโลกรัม จะได้สับปะรดกวน 10 กิโลกรัม ขายส่งที่ทำการกลุ่มกิโลกรัมละ 80 บาท นอกจากนั้นมีการบรรจุล่องเองขายเป็นของฝากด้วย มี 3 ขนาด คือ ขนาดเล็ก 100 กรัม กล่องละ 10 บาท ขนาดกลาง 20 บาท ขนาดใหญ่ 50 บาท วางจำหน่วยให้แก่นักท่องเที่ยวที่ทำการของกลุ่มเดือนละประมาณ 200-250 กิโลกรัม สร้างรายได้เฉพาะสับปะรดกวนเดือนละ 1.6-2.5 หมื่นบาท ส่วนปุ๋ยชีวภาพจากน้ำสับปะรด และปุ๋ยหมักจากเปลือกสับปะรด จะนำมาใช้เองมากกว่า

“สับปะรดกวนถือเป็นอาชีพเสริมของเรา เพราะอาชีพหลักของเราคือ การปลูกสับปะรดส่งขายให้โรงงาน บางคนทำเองในครัวเรือน บางคนมาทำที่กลุ่ม ถ้ามาทำที่กลุ่มเราให้ค่าแรงคนละ 120 บาทต่อวัน พอสิ้นปีจะมีการปั่นผลอีกครั้ง” อัมพรกล่าว

ด้านบุญเทียม ปินตาสา ประธานกลุ่มสมาคมไร่สับปะรด จ.ลำปาง และประธานสหพันธ์ผู้ปลูกสับปะรดบ้านเสด็จ บอกว่า ในพื้นที่บ้านเสด็จมีเกษตรกรปลูกสับปะรดทั้งหมดในพื้นที่ 1.7 หมื่นไร่ ในแต่ละวันจะมีสับปะรดป้อนเข้าสู่โรงงานราววันละ 900 ตัน หากราคาสับปะรดอยู่ที่กิโลกรัมละ 4.50 บาท จะมีเงินสะพัดเข้า ต.บ้านเสด็จ ถึงวันละกว่า 4 ล้านบาท แต่น่าเสียดายที่สับปะรดราคาตกต่ำ ซึ่งความจริงน่าจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท จึงอยากให้รัฐบาลช่วยแก้ปัญหาราคาสับปะรดด้วย

“ยังดีครับ ที่ในหมู่บ้านจำค่าของผมนี่ มีกลุ่มแม่บ้านรวมตัว เพื่อแปรรูปสับปะรด และคัดสับปะรดเกรดดีมาขาย ทำให้แม่บ้านมีรายได้เสริมขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยได้ช่วยจุนเจือครอบครัวได้ระดับหนึ่ง” บุญเทียมกล่าว

นับเป็นกลุ่มแม่บ้านตัวอย่างอีกกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถนำผลผลิตพืชผลทางการเกษตรที่ล้นตลาด มาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ส่งผลให้ผลผลิตที่เกือบจะสูญเปล่ามีค่าขึ้นมาได้

โครงการเกษตรทัศนศึกษากับ “คม ชัด ลึก” ที่จะไปดูงานด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง จ.เชียงราย ระหว่างวันที่ 21-23 พฤศจิกายนนี้ จะพาแวะชมการแปรรูป ไปชิมน้ำสับปะรดและสับปะรดกวนที่บ้านเสด็จด้วย สนใจสอบถามได้ที่ 0-2338-3356-7

ดลมนัส กาเจ

ผลิตภัณฑ์จากมะขามหวาน

No comments October 4th, 2008

ปลูกและทำผลิตภัณฑ์จากมะขามหวานจนได้ดี…มีเงิน

นางสังเวียน จันทมาลา เริ่มอาชีพทำสวนมะขามหวานตั้งแต่ปี 2511 บนเนื้อที่ 40 ไร่ เลขที่ 120/1 หมู่ 1 ริมถนนสระบุรี-หล่มสัก บ้านยาวี ต.วังชมพู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ และจำหน่ายกิ่งพันธุ์และมะขามหวานฝัก ตามงานเทศกาลต่าง ๆ ภายในจังหวัด ปี 2549 เริ่มตั้งร้านจำหน่ายมะขามหวานฝักที่บริเวณด้านหน้าของสวนโดยตั้งชื่อว่า “ไร่บุญคง” ตามชื่อสกุลเดิมของตนเอง

ในปี 2537 ราคามะขามหวานตกต่ำ มาก นางสังเวียนจึงแปรรูปผลผลิตให้เป็นผลิต ภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น มะขามคลุกน้ำตาล มะขามคลุกบ๊วย จนมีชื่อเสียงติดตลาด ผลิตสินค้าไม่ทันจึงตั้ง กลุ่มแปรรูปมะขามหวานบ้านยาวี โดย นางสังเวียน เป็นประธานกลุ่ม

นางสังเวียน ปลูกมะขามหวานพันธุ์ขันตี 20 ไร่ ที่เหลืออีก 20 ไร่ ปลูกพันธุ์การค้าอีก 3 พันธุ์คือ ศรีชมพู สีทอง และประกายทอง รวมเป็น 40 ไร่ โดยปลูกในสภาพไร่ ระยะปลูก 10×10 เมตร เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของจังหวัดเพชรบูรณ์ล้อมรอบด้วยภูเขา ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม จะเห็นว่า มะขามหวานของจังหวัดเพชรบูรณ์มีรสชาติหวาน หอม อร่อย เนื้อมะขามมีเนื้อสวยสม่ำเสมอ หนา นุ่ม เหนียว ไม่ชื้นแฉะ สาแหรกหุ้มเนื้อมีน้อย เปลือกของฝักมีสีน้ำตาลขาวนวล ซึ่งแตกต่างจากแหล่งอื่น

นางสังเวียนได้ทดลองใช้ปุ๋ยอินทรีย์เม็ดเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นมะขามหวานสมบูรณ์มากขึ้น สามารถตัดฝักในรุ่นที่สองอีก ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ส่วนแหล่งน้ำได้ขุดสระเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี สารเคมีที่ ใช้ไม่มากนัก มีการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงในช่วงแตกใบอ่อนก่อนออกดอกบ้างตามความจำเป็น การเก็บเกี่ยวมะขามหวานจะให้ผลผลิตตั้งแต่ปีที่ 5 เป็นต้นไป โดยจะสุกและเก็บเกี่ยวได้ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนจนถึงเดือนมีนาคมของปีถัดไป สวนของนางสังเวียน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 19 ตันในปีที่ผ่านมา เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว จะนำมาผึ่งแดดประมาณ 2 แดด หรืออบไอร้อน แต่ถ้าต้องการเก็บไว้ข้ามปีกรณีที่ราคาตกต่ำ นางสังเวียนก็นำผลผลิตของตนเองและของสมาชิก กลุ่มเก็บไว้ในห้องเย็นที่สามารถจุได้กว่า 100 ตัน สร้างเมื่อปี 2541 มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท

นางสังเวียน ได้เสียสละพื้นที่ของไร่ บุญคงเป็นตลาดกลางสำหรับให้สมาชิกในกลุ่มมา จำหน่ายผลิตภัณฑ์ซึ่งประกอบด้วยมะขามหวานฝักและมะขามหวานแปรรูป เช่น มะขามแกะเมล็ด มะขามหวานคลุกน้ำตาล มะขามหวานคลุกบ๊วย มะขามหวานคลุกไอซิ่ง มะขามหวานแช่อิ่ม ล่าสุดทำ มะขามจี๊ดจ๊าด ออกมาทำตลาดได้ดีมาก โดยเฉพาะลูกค้าสุภาพสตรีชอบมาก สำหรับมะขามศรีชมพูแกะเมล็ด จะเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของกลุ่มเพราะได้รับรางวัล โอทอป 5 ดาว เมื่อปี 2549 ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของนางสังเวียนมีคุณภาพเพราะหน่วยงาน ราชการที่สนับสนุนจะช่วยตรวจสอบให้ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานอาหารและยาจากกระทรวงสาธารณสุข มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน จากกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่ง นางสังเวียน เป็นผู้ใฝ่รู้ สนใจและเข้า รับการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ มี การปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ มีการคัด เกรดผลผลิต พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย และสวยงามน่าสนใจเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศและที่ สำคัญนางสังเวียนได้ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ใน โครงการนำร่อง จัดทำคำขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ “มะขามหวานเพชรบูรณ์” (Geographic Indication : GI) ตั้งแต่ปี 2547 ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันให้สำเร็จเพื่อชาวเพชรบูรณ์จะได้รับผล ประโยชน์ในฐานะเมืองมะขามหวานสมดังคำขวัญของจังหวัด

ผู้สนใจจะไปศึกษาดูงาน โปรดติดต่อ นางสังเวียน จันทมาลา บ้านเลขที่ 120/1 หมู่ที่ 1 ถนนสระบุรี-หล่มสัก ต.วังชมพู อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ โทร. 0-5656-8240 หรือ 08-4237-2956.