Archive: Posts Tagged ‘การเพาะเห็ด’

การเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น

9 comments April 23rd, 2009

ผู้ใหญ่สุภีร์ ดาหาร ทำฟาร์มเห็ดโคนญี่ปุ่น ขายกิโลกรัมละ 200 บาท ได้ผลดี ที่บ้านหนองโข่ย อำเภอเมืองขอนแก่น

คุณ สุภีร์ ดาหาร อายุ 47 ปี ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองโข่ย อยู่บ้านเลขที่ 175 หมู่ที่ 19 ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (เกษตรกรรม) จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาวิทยาเขตเกษตรลำปาง ปัจจุบันเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา วิทยาเขตลำปาง

หลัง จากจบการศึกษาแล้ว ก็ไปสมัครเข้าทำงานเป็นลูกจ้างของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งงานที่ได้ทำส่วนใหญ่แล้วก็จะเป็นงานวิจัยส่งเสริมและพัฒนา หลังจากนั้นได้ไปเป็นครูอัตราจ้างอยู่ 1 ปีการศึกษา ก็หมดสัญญาจ้าง ปี 2529 ก็ไปสมัครเข้าทำงานซึ่งเป็นโครงการร่วมกับต่างประเทศของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ จากนั้นก็เปลี่ยนงานไปเรื่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานโครงการของกรมวิชาการเกษตรมาตลอด จนถึงปี 2547 จึงลาออกจากงานมาทำกิจการของตัวเองอย่างจริงจัง

คุณสุภีร์ ดาหาร แต่งงานมีครอบครัวแล้วเมื่อปี 2530 กับ คุณทิพยาภา ดาหาร พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม มีบุตรด้วยกัน 2 คน เป็นชายทั้งหมด ซึ่งในช่วงที่ทำงานเป็นลูกจ้างของกรมวิชาการเกษตรนั้น ได้มีโอกาสเดินทางไปปฏิบัติงานฝึกอบรม ศึกษาดูงานทั่วทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะภาคอีสานไปทุกจังหวัด จากแนวคิดตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ซึ่งคิดไว้อยากมีฟาร์มเป็นของตนเอง ประกอบกับชอบงานที่เป็นอิสระ เพราะในช่วงที่ทำงานอยู่นั้นก็ได้ศึกษาอาชีพที่ได้ไปเห็นมา หาข้อดี ข้อเสียมาเปรียบเทียบกับสภาพพื้นที่ของตนเองว่าจะทำได้หรือไม่ ซึ่งมีที่ดินประมาณ 5 ไร่ ได้ปลูกมะม่วงไว้ 2 ไร่ ส่วนที่เหลือก็ปลูกมันสำปะหลังสลับกับข้าวโพดมาตลอด

ต่อมาปี 2540 ได้นำฝรั่งมาปลูกจำนวน 100 ต้น มะขามเทศ 50 ต้น และซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเปิดดอก จำนวน 2,000 ก้อน ฝรั่งที่ปลูกไว้ก็ให้ผลผลิตดี คุณภาพก็ดีในช่วงแรก แต่ก็มีปัญหาเรื่องแรงงานและต้องพ่นสารเคมีด้วย ซึ่งตนเองก็ไม่ชอบอยู่แล้ว และมะขามเทศก็มีปัญหาเช่นเดียวกับฝรั่ง

ส่วนเห็ดนั้นช่วงแรกจะเป็น เห็ดนางฟ้า โดยซื้อมาก้อนละ 4 บาท ปรากฏว่าได้ผลดีมากและก็ขายได้ราคาดี และสิ่งที่ชอบก็คือ ไม่ฉีดพ่นสารเคมี และก็ขายเห็ดได้ประมาณ 20,000 บาท หลังจากนั้นก็ได้ไปศึกษาดูงานการทำฟาร์มเห็ดจากหลายๆ แห่ง เพราะช่วงนั้นยังทำงานอยู่จึงมีโอกาสไปหลายแห่ง ซึ่งก็ได้นำข้อดี ข้อเสียของแต่ละฟาร์มมาปรับใช้กับฟาร์มของตนเอง จากนั้นก็ได้เริ่มซื้ออุปกรณ์มาเก็บไว้ พร้อมกับการศึกษาดูงานการเพาะเห็ดอยู่เรื่อยๆ และศึกษาจากหนังสือต่างๆ เริ่มหัดทำอาหารวุ้น PDA และทำหัวเชื้อและเมล็ดข้าวฟ่าง ทำช่วงแรกไม่ได้ผล แล้วก็ลองทำใหม่จนได้ผล หลังจากที่เตรียมอุปกรณ์การเพาะเห็ด ประกอบกับคิดว่ามีความชำนาญจากการเรียนรู้ด้วยตนเองแล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาทำฟาร์มเห็ดอย่างเต็มตัว โดยในปีแรกก็เริ่มทำก้อนเชื้อเอง แต่เชื้อเห็ดได้สั่งซื้อจากที่อื่น โดยเพาะเห็ดขอนขาว จำนวน 6,000 ก้อน จำนวน 1 โรงเรือน ซึ่งให้ผลผลิตดีมาก คือเก็บผลผลิตได้ 4 เดือน คิดเป็นน้ำหนักประมาณ 1,000 กิโลกรัม ซึ่งในช่วงที่เปิดดอกเห็ดขอนขาวโรงแรกนี้ ก็ได้ฝึกทำเชื้อและทำอาหารวุ้นควบคู่กันไปด้วย เมื่อเริ่มทำได้แล้วก็เริ่มซื้ออุปกรณ์ในการทำหัวเชื้อ เช่น หม้อนึ่งความดัน ถังผสม และเครื่องอัดก้อนเชื้อ ซึ่งก็ได้ทุนมาจากผลผลิตของเห็ดขอนขาวโรงแรก

เมื่อผลิตหัวเชื้อได้ แล้ว ก็ได้เพิ่มการผลิตก้อนเชื้อเห็ดชนิดอื่นขึ้นอีก เช่น เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดบด เห็ดนางนวล เห็ดหัวลิง เห็ดเป๋าฮื้อ และสุดท้ายก็ได้ทดลองเพาะเห็ดยานางิ (เห็ดโคนญี่ปุ่น) ซึ่งในตอนนี้ก็สามารถผลิตหัวเชื้อเห็ดที่กล่าวมาข้างต้นได้ทุกชนิดพร้อม จำหน่าย ซึ่งการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นในช่วงแรก เมื่อได้ผลผลิตในตอนแรกแม้แต่ตนเองก็ยังไม่กล้ารับประทานสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้เพาะแล้วก็ต้องลองดู ปรากฏว่าอร่อยดี จากนั้นก็ให้เพื่อนบ้านลองชิมดูก็มีทั้งคนกล้าและไม่กล้า แต่เมื่อได้ลองกินดูแล้วต้องขอเพิ่มอีก จากนั้นชาวบ้านก็เริ่มจะมีความคุ้นเคยกับเห็ดชนิดนี้ ลองซื้อไปทำกินที่บ้าน หลังจากนั้นจะกลับมาซื้อใหม่อีก ซึ่งในช่วงนั้นเห็ดโคนญี่ปุ่นก็เริ่มมีคนรู้จักมากขึ้นทั้งทางวิทยุ หนังสือพิมพ์ และโทรทัศน์มากขึ้น คนก็เริ่มรู้จักดียิ่งขึ้น ซึ่งผู้บริโภคในช่วงแรกก็จะเป็นผู้ที่ทำงานในสำนักงานหรือส่วนราชการต่างๆ แต่ช่วงหลังมาระดับชาวบ้านก็ซื้อไปประกอบอาหารมากขึ้น โดยมีความเชื่อว่าเห็ดชนิดนี้เป็นได้ทั้งอาหารและยา ซึ่งเห็ดโคนญี่ปุ่นนี้จะมีข้อดีก็คือ การดูแลรักษาเหมือนเห็ดนางฟ้าแต่ราคาเท่าเห็ดหอม และก็สามารถผลิตได้ทุกฤดู อายุการให้ผลผลิตแต่ละรุ่นนาน 12 เดือน รสชาติอร่อย อ่อนนุ่ม กรอบ เมื่อเทียบกับเห็ดหอมมีความกรอบมากกว่า เป็นทั้งอาหารและมีสรรพคุณทางยาด้วย แต่จะมีข้อเสียก็คือ เมื่อให้ผลผลิตแล้วจะมีระยะพักตัวนานกว่าเห็ดชนิดอื่นคือ 20-30 วัน

วิธีการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น

สูตรส่วนผสมการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่น

1. ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม

2. รำอ่อน 100 กิโลกรัม

3. ปูนขาว 2 กิโลกรัม

4. ดีเกลือ 3 ขีด

5. พูไมท์ 2 กิโลกรัม

6. แป้งข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม

7. น้ำ 60-70%

วิธีคลุกส่วนผสมและการนึ่งฆ่าเชื้อ

นำวัสดุส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ในขั้นสุดท้ายนำน้ำมาผสมลงไปให้พอเหมาะ อย่าให้แฉะเกินไป บรรจุลงถุงอัดให้แน่น ใส่คอขวดพลาสติค รัดด้วยยางรัด แล้วนำไปนึ่ง ในอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง การจับเวลาในการนึ่งควรจับหลังจากที่มีไอน้ำพุ่งขึ้นมาเป็นเส้นตรง หลังจากนึ่งเสร็จแล้วปล่อยให้เย็น แล้วนำออกจากหม้อนึ่ง นำเข้าห้องเขี่ยเชื้อ

วิธีการเขี่ยเชื้อเห็ดโคนญี่ปุ่นลงถุงพลาสติค

วัสดุในการเขี่ยเชื้อ

1. ขวดหัวเชื้อเห็ด

2. ตะเกียงแอลกอฮอล์

3. สำลี

4. ไม้ขีดไฟ

5. กระดาษหนังสือพิมพ์ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาด 2.5×4 นิ้ว

6. ยางรัด

ขั้นตอนการเขี่ยเชื้อเห็ดโคนญี่ปุ่น

1. จุดตะเกียงแอลกอฮอล์

2. นำขวดเชื้อมาลนไฟที่ตะเกียง

3. เช็ดมือให้สะอาดด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ 70%

4. นำขวดเชื้อที่ลนไฟแล้วมาแคะหรือย่อยให้หัวเชื้อละเอียด

5. หลังจากเขี่ยเชื้อลงถุงเรียบร้อยแล้ว ปิดกระดาษ แล้วรัดด้วยยางรัดทันที

6. นำก้อนที่เขี่ยแล้วขึ้นตั้งเรียงไว้เพื่อบ่มเชื้อในโรงเรือนบ่ม ใช้ระยะเวลาในการบ่มประมาณ 45-50 วัน สามารถนำไปเปิดเอาดอกในโรงเรือนได้

7. เชื้อ 1 ขวด ควรเขี่ยลงถุงได้ 32-35 ถุง

ลักษณะโรงเรือนเห็ดโคนญี่ปุ่น

ลักษณะ โรงเรือนเหมือนกับการเพาะเห็ดนางฟ้านางรมทั่วๆ ไปคือขนาด 4.5×10 เมตร ด้านข้างสูงประมาณ 1.4 เมตร บรรจุก้อนเชื้อได้ 6,000 ก้อน หลังคามุงด้วยหญ้าคาหรือใบจาก ด้านข้างกั้นด้วยซาแรน 60% โครงสร้างภายในทำเป็นแผง เอียงทำมุม 75 องศาเซลเซียส การสร้างโรงเรือนควรสร้างในแนวทิศตะวันออก-ตก เพื่อการถ่ายเทอากาศได้ดี

การดูแลรักษา

หลัง จากบ่มเชื้อครบ 45-50 วัน แล้วนำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเปิดดอก โดยแกะกระดาษ เขี่ยข้าวฟ่างและสำลีออกให้หมด ทำความสะอาดพื้นโรงเรือน รดน้ำให้ชุ่ม วันละ 3 เวลา คือเช้า เที่ยง เย็น เห็ดจะออกดอกได้ดี

วิธีการเก็บดอกเห็ดโคนญี่ปุ่น

ใช้ มือกดปากถุงเห็ดไว้ อีกมือหนึ่งค่อยๆ ดึงดอกเห็ดออกจากถุงอย่าให้หน้าก้อนเห็ดแตก และอย่าพยายามให้มีเศษขาของดอกเห็ดปิดรูถุง เพราะจะทำให้เกิดเชื้อรา ปิดปากถุงเห็ดกันเห็ดรุ่นต่อไปไม่ให้ออกดอกมาได้

สำหรับราคาจำหน่าย เห็ดภายในฟาร์มมีดังนี้ ราคาดอกเห็ด เห็ดโคนญี่ปุ่น กิโลกรัมละ 150-200 บาท เห็ดบด 100 บาท เห็ดขอนขาว 60 บาท เห็ดนางฟ้า-นางรม 50 บาท เห็ดเป๋าฮื้อ 60 บาท ส่วนราคาก้อนเชื้อเห็ดโคนญี่ปุ่นก้อนละ 10 บาท ขอนขาว 6 บาท นางฟ้า นางรม 5 บาท เป๋าฮื้อ 7 บาท

ในปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่า กิจกรรมหลักในสวนจะเป็นการเพาะเห็ด แต่ก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำผสมผสานกันไป ซึ่งได้แก่ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจากก้อนเชื้อเห็ดเก่าจำหน่าย การเลี้ยงกบ จำนวน 4 บ่อ การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ จำนวน 2 บ่อ เตาเผาถ่านคุณภาพสูง จำนวน 1 เตา เพื่อผลิตน้ำส้มควันไม้ เลี้ยงหมูป่า และหมูลูกผสม พ่อพันธุ์ 1 ตัว แม่พันธุ์ 4 ตัว ปลูกน้อยหน่า 50 ต้น ฝรั่ง 50 ต้น และปลูกไผ่บงหวาน จำนวน 100 กอ โดยกิจกรรมเสริมทั้งหมดนี้ได้ทำควบคู่ไปกับการเพาะเห็ด และก็ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วทุกกิจกรรม ทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ดีขึ้นเป็นลำดับ

ปัจจุบันคุณสุภีร์ ดาหาร ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในหมู่บ้าน ให้เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองโข่ย หมู่ที่ 19 ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น และยังให้ความร่วมมือกับสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองขอนแก่น ใช้ฟาร์มเห็ดของตนเองเป็นจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจโดยทั่วไป ท่านใดสนใจอยากจะเยี่ยมชมผลงานหรือสอบถามความรู้และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. (081) 975-2612, (043) 261-835

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 453
อำพน ศิริคำ
matichon

การพัฒนาเตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ด

9 comments March 31st, 2009

เตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ด
หนุนเกษตรกรเพาะเห็ดฟางด้วย เตาสารพัดประโยชน์ – เตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ด

อาจารย์ ลือพงษ์ ลือนาม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคนิคเกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หัวหน้า โครงการการพัฒนาเตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ด อันเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้ถังขนาด 200 ลิตร ทำเป็นหม้อต้มเพื่อนำไอน้ำเข้าไปฆ่าเชื้อต่าง ๆ ในโรงเรือน โดยนิยมใช้ยางรถยนต์เก่าเป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำเนื่องจากมีราคาถูก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ทางโครงการฯ จึงได้พัฒนาเตาอบไอน้ำภายใต้แนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดมลพิษน้อยที่สุด และเกิดประโยชน์กับเกษตรกรมากที่สุด

“สำหรับเตาผลิตไอน้ำที่ได้รับการพัฒนาแล้วนั้นมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการสร้าง ประมาณ 6,000-7,000 บาท โดยจะสร้างจากอิฐมอญก่อเป็นผนังเตาและใช้ถังขนาด 200 ลิตร เป็นหม้อต้มน้ำ ลักษณะของการเผาไหม้จะคล้ายคลึงกับเตาที่ใช้เผาถ่าน ซึ่งคุณสมบัติพิเศษนอกจากจะสามารถผลิตไอน้ำไว้ใช้ในโรงเรือนได้อย่างเพียงพอ แล้ว ยังเกิดผลพลอยได้คือถ่านและ น้ำส้มควันไม้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทาง หนึ่ง” อาจารย์ลือพงษ์กล่าว

เตาผลิตไอน้ำที่พัฒนาขึ้นนั้นจะใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุในธรรมชาติเช่น ไม้ฟืนจากต้นไม้ชนิดต่าง ๆ ในชุมชน โดยไม้ฟืน 100 กิโลกรัม เมื่อผ่านกระบวนการเผาในเตาจนแล้วเสร็จก็จะได้ “ถ่านไม้” ประมาณ 25 กิโลกรัม หรือคิดเป็นประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปขายได้ในราคากิโลกรัมละ 7 บาท ในขณะที่รับซื้อไม้ฟืนมาในราคาเพียงตันละ 500-600 บาทเท่านั้น หักค่าใช้จ่ายแล้วเท่ากับว่ามีรายได้เสริมจากการเผาถ่านประมาณ 1,150-1,250 บาท นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้อีกอย่างหนึ่งคือ “น้ำส้มควันไม้” ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นฮอร์โมนหรือสารไล่แมลงในการทำการเกษตรได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันจำหน่ายกันในราคาลิตรละ 70 บาท

กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเห็ดบ้านดงข่า ต.เกาะโพธิ์ อ.ปากพลี จ.นครนายก เป็นกลุ่มเกษตรกรเคยประสบปัญหามลพิษจากควัน เขม่า และกลิ่นที่เกิดขึ้นจากเตาอบไอน้ำที่ใช้ยางรถยนต์เก่าเป็นเชื้อเพลง ซึ่งนอกจากจะรบกวนชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนแล้วยังส่งผลต่อสุขภาพ ของตัวเอง จึงเริ่มเห็นความสำคัญและหันมาร่วมมือกับโครงการฯ ในการร่วมทำการวิจัยพัฒนาเตาผลิตไอน้ำด้วยการนำภูมิปัญญาพื้นบ้านมาประยุกต์ใช้ โดยมุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืนของอาชีพการเพาะเห็ดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นายสมพงษ์ ดีอาษา แกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเห็ดบ้านดงข่า เปิดเผยว่าในอดีตการใช้ยางรถยนต์เป็นเชื้อเพลิงได้ก่อปัญหากับคนในชุมชนเป็น อย่างมาก แต่เมื่อมีโครงการดี ๆ เข้ามา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เพาะเห็ดกับชาวบ้านก็ดีขึ้น บ้านไหนที่มีต้นไม้ที่ขึ้นเองตามหัวไร่ปลายนาอย่างกระถินณรงค์ ชาวบ้านก็เริ่มที่จะตัดมาขายให้เราเท่ากับว่าเป็นรายได้ของชาวบ้านอีกทาง

โครงการการพัฒนาเตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ด

การดำเนินงานของโครงการฯ ที่มุ่งเน้นให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากจะทำให้ได้รับความร่วมมือที่ดีจากชาวบ้านแล้ว ยังก่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเห็ด และทำให้เกษตรกรที่มี อาชีพเพาะเห็ดฟางสามารถอยู่ร่วมกับเกษตรกรอาชีพอื่น ๆ ได้โดยไม่ก่อปัญหามลพิษให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป.

dailynews

เตาผลิตไอน้ำเพาะเห็ด

No comments March 25th, 2009

โรงเรือน เพาะเห็ด
เตาผลิตไอน้ำใช้ระบบถ่าย นวัตรกรรมใหม่ วงการ เพาะเห็ด

การผลิตเห็ดฟางของเกษตรกรจะนิยมเพาะในโรงเรือน เนื่องจากสามารถผลิตเห็ดได้ตลอดทั้งปี และควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตได้ ซึ่งการเพาะเห็ดในโรงเรือน เกษตรกรผู้เพาะเห็ดทุกรายจะต้องมีเตาต้มน้ำเพื่อผลิตไอน้ำ ไว้สำหรับอบฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ภายในโรงเรือน ดังนั้นการผลิตไอน้ำจึงนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการเพาะเห็ด เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อปริมาณผลผลิต ในอดีตการผลิตไอน้ำของเกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมใช้วัสดุที่หาง่ายและมีราคาถูกเป็นเชื้อเพลิงเช่น ไม้ฟืน ซังข้าวโพด น้ำมันเตา น้ำมันเครื่องเก่า และยางรถยนต์ เป็นต้น

ภาควิชาเทคนิคเกษตร คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จึงจัดทำโครงการ “การพัฒนาเตาผลิตไอน้ำสำหรับโรงเรือนเพาะเห็ด” โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อพัฒนาและปรับปรุงเตาผลิตไอน้ำให้มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ามากขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ยางรถยนต์ที่ก่อมลพิษต่อชุมชน และลดมลภาวะที่เป็นพิษ

ลือพงษ์ ลือนาม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคนิคเกษตร หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า เกษตรกรผู้เพาะเห็ดฟางส่วนใหญ่มักนิยมจะใช้ถังขนาด 200 ลิตร ทำเป็นหม้อต้มเพื่อนำไอน้ำเข้าไปฆ่า เชื้อต่างๆ ในโรงเรือน โดยนิยมใช้ยางรถยนต์เก่าเป็นเชื้อเพลิงต้มน้ำเนื่องจากมีราคาถูก ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ทางโครงการจึงได้พัฒนาเตาอบไอน้ำภายใต้แนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดมลพิษน้อยที่สุดและเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรมากที่สุด

“สำหรับเตาผลิตไอน้ำที่ได้รับการพัฒนาแล้วมีต้นทุนในการสร้าง 6,000-7,000 บาท โดย สร้างจากอิฐมอญก่อเป็นผนังเตาและใช้ถังขนาด 200 ลิตร เป็นหม้อต้มน้ำ การเผาไหม้คล้ายคลึงกับเตาที่ใช้เผาถ่าน คุณสมบัตินอกจากผลิตไอน้ำไว้ใช้ในโรงเรือนได้อย่างเพียงพอแล้ว ยังเกิดผลพลอยได้คือถ่านและน้ำส้มควันไม้ ซึ่งนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง” อ.ลือพงษ์กล่าว

เตาผลิตไอน้ำที่พัฒนาขึ้นนั้น จะใช้เชื้อเพลิงจากวัสดุในธรรมชาติ อาทิ ไม้ฟืน 100 กิโลกรัม เมื่อผ่านกระบวนการเผาในเตาจนแล้วเสร็จก็จะได้ “ถ่านไม้” ราว 25 กิโลกรัม ซึ่งเกษตรนำไปขายได้กิโลกรัมละ 7 บาท ขณะที่รับซื้อไม้ฟืนมาตันละ 500-600 บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วเท่ากับว่ามีรายได้เสริมจากการเผาถ่าน 1,150-1,250 บาท นอกจากนี้ยังมีผลพลอยได้คือ “น้ำส้มควันไม้” ซึ่งนำไปใช้เป็นสารไล่แมลงทำการเกษตรได้อีกด้วย ปัจจุบันจำหน่ายราคาลิตรละ 70 บาท

สมพงษ์ ดีอาษา แกนนำกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเห็ดบ้านดงข่า ต.เกาะโพธิ์ อ.ปากพลี จ.นครนายกเผยว่า ในอดีตการใช้ยางรถยนต์เป็นเชื้อเพลิงได้ก่อปัญหากับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก แต่เมื่อมีโครงการเข้ามา ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เพาะเห็ดกับชาวบ้านก็ดีขึ้น บ้านไหนที่มีต้นไม้ขึ้นตามหัวไร่ปลายนา ชาวบ้านก็เริ่มตัดมาขายให้เท่ากับว่าเป็นรายได้ของชาวบ้านอีกทาง

“เตาผลิตไอน้ำนี้ได้รับความสนใจจากเกษตรในพื้นที่อย่างมาก เนื่องจากแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเพาะเห็ดฟางได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องมลภาวะที่เกิดขึ้นในชุมชน ซึ่งนอกจากเกษตรกรจะขายเห็ดฟางได้ตามปกติแล้ว ยังจะมีรายได้เสริมจากผลพลอยได้ดังกล่าว ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายของครอบครัวและสามารถพัฒนาเป็นธุรกิจของชุมชนต่อไปได้” สมพงษ์ระบุ

การดำเนินงานของโครงการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน นอกจากได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านแล้ว ยังก่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเห็ด และทำให้เกษตรแขนงนี้อยู่ร่วมกับเกษตรกรอาชีพอื่นๆ ได้โดยไม่ก่อปัญหามลภาวะให้แก่ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป

komchadluk

เพาะเห็ดขาย

1 comment March 5th, 2009

เห็ด
เพาะเห็ดขาย-ทำรายได้นับหมื่น

หลังสอบตกจากการลงเลือกตั้งสมาชิกสภา องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี (ส.อบจ.) สมัยที่แล้ว ทำให้ “ประเสริฐ โพนะทา” อดีต ส.อบจ.เขต อ.ตาลสุม หันชีวิตเข้าสู่การเป็นเกษตรกรผู้เพาะเห็ดและทำก้อนเห็ดส่งขายอย่างเต็มตัว จากเดิมที่ทำเป็นเพียงอาชีพเสริมเท่านั้น ทำให้ปัจจุบันมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายดอกเห็ด และทำก้อนเห็ดขาย โดยไม่หวั่นแม้ว่าเศรษฐกิจของบ้านเมืองกำลังซบเซา

ประเสริฐเล่าว่า เดิมมีอาชีพเป็นตำรวจ และชอบด้านการเกษตร-ปศุสัตว์อยู่บ้าง โดยก่อนหน้านั้นได้เลี้ยงหมู จากนั้นมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานที่ จ.กาฬสินธุ์ ทำให้ได้ความรู้เกี่ยวกับการเพาะเห็ดขาย จึงนำความรู้นั้นมาลองทำ

โดยเริ่มปี 2537 จากการซื้อก้อนเห็ดสำเร็จ รูปมาเพาะในโรงเรือน เพื่อเก็บดอกขาย ซึ่งพบว่ารายได้จากการจำหน่ายค่อนข้างดี เมื่อเทียบกับการเลี้ยงหมูที่ต้องใช้เงินทุนสูงมาก จึงเริ่มไปเรียนรู้วิธีการทำก้อนเห็ดเพื่อนำมาทำเอง ซึ่งก็ได้ผล เพราะเห็ดให้ผลผลิตดี ทำให้เริ่มมีรายได้เข้ามามากขึ้น กระทั่งมีลูกค้าสั่งซื้อก้อนเห็ดเพิ่ม จนในที่สุดต้องหยุดเลี้ยงหมูมาทำเห็ดแทน

“ระหว่างที่ทำก้อนเชื้อเห็ดขาย ยังเป็นตำรวจอยู่ ต่อมาได้ลาออกและหันมาเพาะเห็ดเต็มตัว อีกทั้งได้นำความรู้ที่มีอยู่เป็นวิทยากรให้แก่เกษตรกร มีการรวมกลุ่มเกษตรผู้เพาะเห็ดใน พื้นที่ กระทั่งต่อมาได้ลงเล่นการเมืองสนามท้องถิ่น จนได้เป็น ส.อบจ.อุบลราชธานี อ.ตาลสุม 1 สมัย ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากในการทำอาชีพและให้ความรู้แก่ผู้ อื่น”

ประเสริฐบอกว่า หลังสอบตกจากการลงรับสมัครเลือกตั้ง ก็หันมาเพาะเห็ดและทำก้อนเห็ดขายต่ออย่างเต็มตัว โดยทำเป็นอาชีพหลัก ส่วนรายได้จากการจำหน่ายก้อนเชื้อและเห็ดหลังหักค่าใช้จ่ายแล้วมีเฉลี่ยอยู่ที่ 2-3 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นรายได้ที่ดีในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้

“ที่เพาะมีอยู่ 2 ชนิด คือ เห็ดขอนป่า และเห็ดนางฟ้า โดยเห็ดเหล่านี้ถือเป็นอาหารพื้นเมืองที่คนนิยมรับประทาน ราคาไม่ตก ตลาดรับซื้อไม่อั้น ปัจจุบันราคาขายส่งหน้าฟาร์ม เห็ดขอนแก่นป่าอยู่ที่ กก.ละ 50 และเห็ดนางฟ้า กก.ละ 30 บาท”

ทั้งนี้ ผู้ที่ต้องการทำอาชีพเพาะเห็ดขายนั้นไม่ยาก เพียงแค่เตรียมวัสดุทำก้อนเห็ด ประกอบด้วย ถุงพลาสติกทนร้อน ขี้เลื่อยยางพารา หัวเชื้อเห็ด คอขวด สำลี ยางรัด ตะเกียงแอลกอฮอล์ ถังนึ่งฆ่าเชื้อ โรงเพาะเห็ด รำละเอียด ปูนขาว ยิปซัม ดีเกลือ กากน้ำตาล สวยยางรดน้ำ โรงบ่มก้อนเชื้อ

ส่วนวิธีการทำก้อนเชื้อเห็ด เพียงนำขี้เลื่อยมาผสมกับอาหารและส่วนผสมตามสูตรของเห็ดแต่ ละชนิด ซึ่งสูตรผสมโดยทั่วไป ได้แก่ ขี้เลื่อย 100 กก. รำอ่อน 5 กก. ปูนขาว 1 กก. ดีเกลือ 0.3 กก. ยิปซัม 0.3 กก. กากน้ำตาล 1 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นรดด้วยน้ำสะอาด นำมาบรรจุในถุงพลาสติกให้เต็ม ไล่ลมออกให้หมดแล้วทุบให้แน่นพอประมาณจึงนำมาใส่คอขวด ปิดด้วยสำลีหรือจุก รัดด้วยยางวงเล็ก จากนั้นนำก้อนเห็ดไปนึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ก่อนจะปล่อยให้เย็น แล้วค่อยนำเชื้อเห็ดลง ในถุงก้อน แล้วนำถุงก้อนเชื้อเข้าโรงบ่มพักไว้ประมาณ 30-35 วัน ให้อากาศถ่ายเทสะดวกเพื่อให้เส้นใยเดินเต็มถุงแล้วค่อยนำเข้าโรงเพาะเพื่อทำ การเปิดดอก

หากสนใจวิธีการเพาะเห็ด หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ สามารถโทรศัพท์มาได้ที่ 08-1967-8732 เนื่องจาก ปะเสริฐได้ฝึกอบรมให้ความรู้แก่ชาวบ้านมาเป็นจำนวนมาก และพร้อมจะถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรหรือแรงงานที่ตกงานที่สนใจเพาะเห็ดในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ

ศิริลักษณ์ สอนอาจ
komchadluk

ข่าวเกษตร 26 พฤศจิกายน 2551

No comments November 27th, 2008

เกาะข่าวเกษตรประจำวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

กระทรวงเกษตรฯ จัดทำ แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี (2551-2554) เน้นการเกษตรเพื่อประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีอาหารเพื่อการบริโภคภายในประเทศอย่างเพียงพอและปลอดภัย โดยอาหารจะต้องปลอดภัยจากสารพิษ สารปนเปื้อน สารตกค้าง และราคาสินค้าเกษตรต้องเป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค ซึ่งแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงฯ จะสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายสุดท้ายที่ มุ่งเน้นให้ชุมชนทุกจังหวัดในประเทศไทยมีการผลิตและการบริโภคอาหารปลอดภัย ซึ่งจะส่งผลดีต่อประชาชนชาวไทยและสังคมส่วนรวมตลอดไป

กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ผลิตกล้ายางพันธุ์ดี พันธุ์ JVP 80 เพื่อเป็นทางเลือกให้ กับเกษตรกร เนื่องจากยางพันธุ์ JVP 80 มีความเข้มข้นของน้ำยางสูงถึง 46% และมีเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแผ่นแห้งสูงถึง 42-48% ตลอดจนให้ผลผลิตน้ำยางสูงถึงปีละ 450-500 กก./ไร่ โดยในปี 2552 ตั้งเป้าที่จะผลิตกล้ายางพันธุ์ JVP 80 จำนวน 400,000 ต้น ซึ่งขณะนี้เรือนเพาะชำทั้ง 10 แห่งของบริษัทฯ ได้เริ่มทำการผลิตกล้ายางชำถุงแล้ว และจะสามารถจำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจได้ทันฤดูฝนปีหน้า

สำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตร ม.เทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา จะอบรมหลักสูตร การเตรียมโคเพื่อประกวดมีสนามประกวดที่มีมาตรฐานสากล วันที่ 6-7 ธันวาคม หลักสูตร ความรู้เรื่องดิน ปุ๋ย และการจัดการเพื่อเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง วันที่ 18-19 ธันวาคม หลักสูตร การทำเกษตรแบบผสมผสานเพื่อการพึ่งพาตนเอง วันที่ 14-15 มกราคม หลักสูตร การปลูกผักในระบบไฮโดรโปนิกส์ วันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ และหลักสูตร การเพาะเห็ดหอมและเห็ดเศรษฐกิจในถุงพลาสติก วันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณดวงใจ โทร.08-9424-3488, คุณสุชาดา โทร.08-9424-3419 หรือ 0-4422-4964-5.

ดงข้าว