Archive: Author Archive

การเลี้ยงเม่นแคระ

No comments November 24th, 2010

การเลี้ยงเม่นแคระ

“เม่นแคระ” ที่คนไทยได้นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์แอฟริกันหรือยุโรป ยังมีผู้เลี้ยงอีกเป็นจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงโดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมเกี่ยวกับความเป็นอยู่

เช่น เม่นแคระจัดเป็นสัตว์ที่ชอบหากินตามลำพัง ดังนั้นการเลี้ยงไม่ควรรวมกันเป็นฝูง เม่นแคระมีนิสัยชอบหลบหนี ดังนั้นสถานที่เลี้ยงควรมีผิวผนังเรียบเพื่อให้ปีนป่ายไม่ได้ ภายในกรงเลี้ยงควรมีวัสดุปูรองนอนในพื้นกรงเพื่อให้เม่นแคระได้ใช้มุดขุดเล่นคล้ายสภาพความเป็นจริงตามธรรมชาติ ในการเลี้ยงเม่นแคระเหมือนกับเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์ควรหาวงล้อให้เขาถีบหรือวิ่งปั่น เหล่านี้เป็นต้น

คุณศิวกร อีนด้วง ชาวปทุมธานีได้อธิบายถึงลักษณะและพฤติกรรมของเม่นแคระเป็นสัตว์ที่มีใบหน้าแหลมคล้ายหนูหรือตัวแรคคูน แต่จมูกเล็ก จมูกมักจะขยับกระดุกกระดิกไปมาเหมือนกำลังสูดดมพบกลิ่นผิดปกติ ลำตัวมีหนามแหลม และมีสีสันที่หลากหลาย ตั้งแต่สีพื้นดำ หน้าดำ จมูกดำ ตาดำ ลำตัวและขน สีชอล์ก ส้ม น้ำตาล เทา ขาว หน้าขาวหรือสลับกันตามปริมาณของความหนาแน่นของสีขนนั้นไปจนถึงขาวแบบเผือกตาแดงก็มี

จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าเม่นแคระเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน จะตื่น ทั้งกลางวันและกลางคืนคล้ายกับแมว เจ้าของผู้เลี้ยงจึงเล่นได้ตลอด เชื่องและเข้ากับผู้เลี้ยงได้ง่าย ผู้ที่เลี้ยงเม่นแคระยังต้องทำความเข้าใจในเรื่องของพฤติกรรมที่เม่นแคระแสดงความเจ็บปวดหรือไม่พึงพอใจ เช่น ร้องด้วยความกลัวหรือหวีดเสียงดัง แล้วม้วนตัวกลม ขนแหลมตั้งชัน ฯลฯ

ถ้าพบว่าเม่นแคระมีท่าเดินเหย่งขาแสดงว่ามีอาการเจ็บขา ถ้าเจ็บปวดในปากมักจะมีน้ำลายไหลเยิ้ม เคี้ยวอาหารลำบากหรือคาบเหยื่อไม่อยู่และไม่กินอาหาร ในเรื่องของการให้อาหารเม่นแคระผักและผลไม้ ควรจะปลอดสารพิษ ไม่ควรทิ้งอาหารไว้ข้ามวันถ้าเม่นแคระกินไม่หมดโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนผักและผลไม้เน่าเสียง่าย ผลไม้ที่แนะนำเช่น แอปเปิ้ล, ชมพู่ ฯลฯ หากเป็นผักควรจะมีกากใยอาหารสูง ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง เนื่องจากถ้ากินมากอาจจะพบปัญหาเรื่องลำไส้อุดตันได้

เม่นแคระยังจัดว่ามีความเป็นสัตว์ป่า ดังนั้นถ้าผู้เลี้ยงได้เม่นแคระที่ถูกจับมาจากป่าที่ไม่คุ้นกับคน มักจะไม่ค่อยทนต่อความเครียด เมื่อมีการจับต้องมักจะป้องกันตัวเองและส่งเสียงร้องหรือขู่ แต่ถ้าเลี้ยงเม่นแคระที่เกิดจากการเพาะขยายพันธุ์มักจะไม่แสดงอาการหวาดระแวงหรือตกใจหวาดกลัว

แต่มีหลายอย่างที่มีความแตกต่างจากหนู คือ เม่นแคระเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้ระแวงหากมีอะไรที่ผิดปกติ เช่น สิ่งของใหม่ กลิ่นแปลก ก็จะแสดงอาการต่อต้านหรือหลบเลี่ยงและผู้เลี้ยงมักจะพบว่าเม่นแคระชอบเล่นน้ำลายแล้วเอามาป้ายขนตัวเองอยู่เสมอ.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

สรรพคุณทางยาของอ้อยแดง

No comments June 9th, 2010

อ้อยแดง

อ้อยแดง หรือ SUGARCANE, SACCHARUM OFFICINARUM LINN. อยู่ในวงศ์ GRAMINEAE เป็นอ้อยที่นิยมปลูกกันตามหัวไร่ปลายนามาแต่โบราณแล้ว เพื่อใช้ประโยชน์ทางยาเท่านั้น เนื่องจากเปลือกต้นของ “อ้อยแดง” มีรสขม และ น้ำที่ได้ก็ไม่หวานแหลมนัก หากปลูกเพื่อปอกเปลือกแล้วควั่นเป็นข้อขายไม่มีคนซื้อรับประทานอย่างแน่นอน ลำต้นสูง 2-5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีม่วงแดงจนเกือบดำ มีไขสีขาวปกคลุม ไม่แตกกิ่งก้าน ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรียาว ปลายแหลม โคนเรียว และเป็นกาบหุ้มลำต้น ผิวใบจะเป็นสีม่วงอ่อนปนสีม่วงเทา ดูแปลกตามาก

ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด ดอกเป็นสีขาว “ผล” ขนาดเล็ก มักเป็นผลแห้ง ไม่แตกอ้า ภายในมีเมล็ด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำต้น มีชื่อเรียกอีก คือ อ้อยขม และ อ้อยดำ ชาวจีนนิยมใช้ “อ้อยแดง” ทั้งต้นผูกติดหน้ารถยนต์ที่จะนำตัวเจ้าสาวไปส่งให้บ้านเจ้าบ่าว ถือว่าเป็นมงคลกับคู่แต่งงานเป็นยิ่งนัก ซึ่งอ้อยมีหลายสายพันธุ์ จะมีความแตกต่างกันที่ความสูงของต้น ความยาวระหว่างข้อ และสีของลำต้น แต่ละพันธุ์ยังมีรสชาติต่างกันอีกด้วย

ประโยชน์ทางยา ตำรายาไทย ใช้ลำต้นเป็นยาขับปัสสาวะ โดยใช้ลำต้นสด 70-90 กรัม หรือลำต้นแห้ง 30-40 กรัม หั่นเป็นชิ้นเล็กต้มกับน้ำจนเดือด แบ่งดื่มวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร แก้ไตพิการ หนองใน ขับนิ่ว และยังใช้ขับเสมหะได้ด้วย ตำรายาโบราณบอกว่า เอาทั้งต้นของ “อ้อยแดง” แบบสด หรือเผาไฟนำไปหีบหรือคั้นเอาเฉพาะน้ำ ซึ่งมีรสหวานขม มีกลิ่นหอมเมื่อถูกเผา กินเป็นยา แก้เสมหะ หืด ไอ แก้ไข้สัมปะชวน ทั้งต้นควั่นตากแห้งต้มน้ำกินแก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว ขัดเบา ช้ำรั่วได้ ตา ของ “อ้อยแดง” จะมีรสขมกว่าเปลือกเยอะ นิยมนำไปปรุงเป็นยาแก้ตัวร้อน ดับพิษตานซางในเด็ก และบำรุงธาตุ ทำให้เกิดกำลังดีมาก ใครต้องการต้น “อ้อยแดง” ไปปลูก ลองติดต่อ “คุณพร้อมพันธุ์” ตามสถานที่ที่กล่าวข้างต้น อาจจัดหาให้ได้ครับ.

นายเกษตร

พันธุ์มะนาวที่นิยมปลูก

2 comments May 15th, 2010

มะนาว
“รวมมิตรมะนาวดี” ปลูกคุ้ม

พอเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน หลายคนเสาะหามะนาวพันธุ์ดีๆไปปลูกและขอให้แนะนำสายพันธุ์เจ๋งๆในคอลัมน์บ้าง ซึ่งความจริงแล้วมะนาวสายพันธุ์ดีๆ ที่ผู้ปลูกต้องการนั้นเคยเสนอในคอลัมน์ไปเกือบทุกชนิดแล้ว แต่เมื่อผู้อ่านไทยรัฐเรียกร้อง ประกอบกับพบว่าผู้ขายกิ่งตอนมะนาวพันธุ์เยี่ยมๆ นำสายพันธุ์ออกวางขายมากมายอยู่ในเวลานี้ พร้อมกับมีผลจริงๆของแต่ละสายพันธุ์โชว์ให้ผู้สนใจได้ทดลองชิมรสชาติอีกด้วย จึงรีบ “รวมมิตรมะนาวดี” ปลูกแล้วคุ้มค่าลงในคอลัมน์อีกครั้งทันที

ผลมะนาว ที่ผู้ขายกิ่งพันธุ์มะนาวนำไปวางรวมกันโชว์บนจานเท่าที่สังเกต มีด้วยกัน 4 สายพันธุ์ เริ่มจาก มะนาวแป้นพิจิตร มะนาวแป้นจริยา มะนาวแม่ไก่ไข่ดก และ มะนาวน้ำหอมทูลเกล้าไม่มีเมล็ด ทั้ง 4 สายพันธุ์ถือเป็นมะนาวเด่นที่ได้รับความนิยมปลูกอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เคยแจกแจงรายละเอียดในคอลัมน์ไปทุกพันธุ์แล้ว บางพันธุ์มีผลทะวายหรือตลอดปี ให้น้ำเยอะ รสเปรี้ยวจัด ติดผลดก แต่ละพันธุ์ที่กล่าวข้างต้นปลูกแล้วคุ้มค่ามาก โดยเฉพาะมะนาวแป้นพิจิตร เป็นพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่นักวิชาการเกษตรบำรุงพันธุ์ให้ทนทานต่อโรคแมลงทุกชนิด และยังสามารถติดผลดกในช่วงฤดูแล้งที่ผลมะนาวมีราคาแพงด้วย เกษตรกรในปัจจุบันจึงนิยมปลูกมะนาวสายพันธุ์ แป้นพิจิตรอย่างแพร่หลาย

ส่วนมะนาวแป้นจริยา มีความโดดเด่นตรงเวลาติดผลจะเป็นพวงเกินกว่า 5 ผลขึ้น และที่เป็นจุดดีอีกอย่างได้แก่ เปลือกผลของมะนาวแป้นจริยาจะบางมาก จึงทำให้มีน้ำเยอะรสชาติเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มะนาวแม่ไก่ไข่ดก จะติดผลกระจายทั่วทั้งต้นได้ดีและสม่ำเสมอ แม้จะไม่เป็นพวงแต่จะให้ผลดกมาก มีรสเปรี้ยวใกล้เคียงกับน้ำมะนาวแป้นทั่วไป สุดท้าย มะนาวน้ำหอมทูลเกล้าไร้เมล็ด มีลักษณะเด่นคือ ผลขนาดใหญ่ เมื่อโตเต็มที่เกือบเท่าลูกเทนนิส เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ผู้ปลูกนิยมปลูกกันมาก เนื่องจากให้น้ำเยอะ เวลาติดผลดกทั้งต้นจะคุ้มค่ายิ่งนัก ซึ่งมะนาวดีทั้ง 4 สายพันธุ์มีกิ่งตอนขายที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ แผง “คุณภิญโญ” ตรงกันข้ามกับโครงการ 13 มีผลจริงของแต่ละสายพันธุ์ให้ดูและทดลองชิมด้วย ราคาสอบถามกันเอง ส่วนใหญ่เป็นต้นเสียบยอด จะทำให้ ใช้เวลาปลูกเพียง 8-10 เดือน สามารถติดผลให้เก็บใช้ประโยชน์ได้

ส่วนอีก 2 สายพันธุ์ ที่อยากแนะนำให้ปลูกได้แก่ มะนาวด่านเกวียน กับ มะนาวพวง ทั้งสองชนิดมีรูปทรงของผล น้ำจากผล ผิวผลคล้ายกับ “เลมอน” ของฝรั่งมาก เวลาติดผลจะเป็นกระจุกแน่นเกิน 10 ผล ต่อพวงน่าชมมาก ที่สำคัญจะติดผลตลอดปีครับ.

ดอกสะแบง

ฟาร์มหอยนางรม

No comments May 15th, 2010

ฟาร์ม หอยนางรม
ฟาร์มสเตย์หอยนางรม: แหล่งทำเงินรักษ์ธรรมชาติ

ในการดำเนินกิจการการเกษตรประเภทต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการนำวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี รูปแบบเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และความแปลกใหม่มาสู่กิจการเพื่อความทันสมัยและก้าวล้ำไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าอดีตแต่คงความเป็นเอกลักษณ์ของเกษตรกรไว้อย่างมีคุณค่า

แหล่งเลี้ยงหอยนางรมและหอยแครงที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี จะห่างจากชายฝั่งประมาณ 3 กิโลเมตร มีเกษตรกรหลายรายดำเนินกิจการหนึ่งในนั้นก็มีนายสมชาย สินมา โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพิสันต์ ประทานชวโน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุทธา สายวาณิชย์ ผอ.สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน นายสมพร อรุณรัตน์ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และคณะ ได้เข้าไปเยี่ยมชมกิจการของฟาร์ม

โดยฟาร์มแห่งนี้ เป็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ ฟาร์มที่ดำเนินการเลี้ยงหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ ในบริเวณอ่าวบ้านดอน ที่มีเนื้อที่กว่าแสนไร่ ครอบคลุม 5 อำเภอของ จ.สุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรที่เลี้ยงหอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ มากกว่า 300 ราย โดยแต่ละรายนั้นจะมีการปลูกสร้างขนำ (กระท่อม) กลางทะเลไว้คอยดูแล เฝ้ารักษาหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ไม่ให้พวกมิจฉาชีพเข้ามา ขโมยในยามวิกาล

นายสมชาย เล่าถึงการเลี้ยงหอยนางรมไว้อย่าง น่าสนใจว่า หอยนางรมดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการดูดน้ำรอบ ๆ ตัวเข้าไปทางด้านหนึ่งและปล่อยทิ้งออกอีกด้านหนึ่ง อาหารและก๊าซออกซิเจนจะเข้าไปพร้อมกับน้ำ อาหารของหอยนางรม ได้แก่ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ ตอนสัตว์ที่ล่องลอยอยู่ในน้ำ การเลี้ยงหอยนางรมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้สภาพน้ำ อากาศนั้นคงที่และบริสุทธิ์เพื่อที่จะให้หอยนางรมมีความสมบูรณ์มากที่สุดและเป็นที่ต้องการของตลาด

โดยทั่วไปแล้วการเลี้ยงก็ใช้วิธีการเลี้ยงในกระบะไม้ การเลี้ยงโดยใช้แท่งซีเมนต์ การเลี้ยงโดยใช้หลักไม้ การเลี้ยงโดยใช้หลอดหรือท่อซีเมนต์ และการเลี้ยงแบบพวงอุบะแขวน ซึ่งในแต่ละฟาร์มนั้นมีวิธีการที่เลี้ยงแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความเชี่ยวชาญของเกษตรกรผู้เลี้ยง โดยฟาร์มของตนนั้นจะมีการเลี้ยงในหลายรูปแบบและมีการอนุรักษ์ธรรมชาติและระบบนิเวศในชุมชนควบคู่กันไปด้วยเพื่อผลผลิตจากฟาร์มและสังคมที่เราอาศัยอยู่

นายสมชาย เล่าต่อว่า ในปี 45 ได้เกิดแนวความคิดที่จะพัฒนาปรับรูปแบบการทำฟาร์มหอยมาเป็นสถานที่เรียนรู้ พักผ่อนหย่อนใจ ภายใต้คำขวัญ “ชิมหอยนางรม ชมขนำกลางทะเล พักฟาร์มสเตย์ มนต์เสน่ห์อ่าวบ้านดอน” โดยวัตถุประสงค์ในการพัฒนาฟาร์มเลี้ยงหอยธรรมดามาเป็นฟาร์มสเตย์นั้น เพื่อเป็นที่พักผ่อนแห่งใหม่ พร้อมกับเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของการทำอาชีพต่าง ๆ ของชาวประมง อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพประมงกับสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจ

สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรมนั้น ได้มีการนำเยาวชนในท้องถิ่นมาเป็นมัคคุ เทศก์น้อยเพื่อเป็นผู้นำนักท่องเที่ยวชมการสาธิตการเลี้ยงหอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยแครง ขั้นตอนการเลี้ยงจนถึงการเก็บเกี่ยว, การแกะหอยเพื่อการบริโภค รวมถึงการนำนักท่องเที่ยวทำกิจกรรมการวาง อวนเพื่อดักปลา, ปู, กุ้ง, การช้อนปลากระบอก การคราดหอยแครง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการปลูกป่าชายเลนด้วย.

อรุณี วิทิพย์รอด-นพปฏล รัตนพันธ์

วันพืชมงคล 2553 ‘พระโค’ กินหญ้า

No comments May 13th, 2010

วันพืชมงคล 2553 'พระโค' กินหญ้า
วันพืชมงคล 2553 ‘พระโค’ กินหญ้า น้ำบริบูรณ์พอควร ผลาหารอุดมสมบูรณ์

คำพยากรณ์งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีนี้ “พระยาแรก” นาเสี่ยงหยิบผ้า 6 คืบ พยากรณ์ น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี “พระโค” กินหญ้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วยธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี…

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. เวลา 07.30 น. ที่งานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถยนต์พระที่นั่ง พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายา พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ มายังพลับพลาที่ประทับ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทรงเป็นองค์ประธานในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2553 โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี เฝ้ารับเสด็จ

สำหรับพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา คือนายยุคล ลิ้มแหลมทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวณุทนาถ โคตรพรหม นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ กองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ และนางสาวสุนีลา รู้สุกิจกุล นักวิชาการปฏิรูปที่ดินปฏิบัติการ สำนักบริหารกองทุน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ส่วนเทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวสรชนก วงศ์พรม นายช่างโยธาชำนาญงาน ฝ่ายโยธา ส่วนวิศวกรรมประมง สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง และนางสาวเดือนเพ็ญ ใจคง เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กองแผนงานและวิชาการ กรมวิชาการเกษตร คู่เคียง จำนวน 16 ราย และผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ จำนวน 4 ราย พระโค แรกนา ได้แก่ พระโคฟ้า และพระโคใส พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเทิด และพระโคทูน

จากนั้น เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและไถ จากนั้นจะมีการไถดะ โดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช ลั่นฆ้องชัย จากนั้นจะไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปที่โรงพิธีพราหมณ์ จากนั้นพระโคจะเสี่ยงของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยง ประกอบด้วย ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า และจะมีการทำนายถวายคำพยากรณ์

น.ส.สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอพระราชทานพระราชวโรกาส กราบบังคมทูล ผลการเสี่ยงทายของพระยาแรกนา เนื่องในงาน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2553 โหรหลวงได้ให้คำพยากรณ์ว่า พระยาแรกนาเสี่ยงทายผ้าสำหรับนุ่ง ได้ผ้าลาย 6 คืบ ไปประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนอาจจะเสียหายบ้างได้ผลไม่เต็มที่ การเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง ปีนี้พระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วยธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี.

ข่าวเกษตร: http://news.enterfarm.com/