Archive: Author Archive

พระโคกินอะไร 2554: กินหญ้า – เหล้า

No comments May 13th, 2011

วันพืชมงคง 2554

พระโคเสี่ยงทาย ปีนี้ กินหญ้า – เหล้า พยากรณ์น้ำท่าบริบูรณ์พอควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น การค้ากับต่างประเทศดีขึ้น

วันที่ 13 พ.ค. เวลาประมาณ 08.30 น. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทั้งนี้ ในปีพุทธศักราช 2554 ปฏิทินหลวงได้กำหนดให้ วันพฤหัสบดีที่ 12 พ.ค. 2554 เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล ซึ่งประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และ ถือเป็นวันเกษตร สำหรับวันศุกร์ที่ 13 พ.ค. 2554 เป็นวันพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (ไถหว่าน)

ต่อมา นางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้อ่านคำกราบบังคมทูล ผลการเสี่ยงทายของพระยาแรกนา เนื่องในงานพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปีพุทธศักราช 2554 โหรหลวง ได้ให้คำพยากรณ์ ว่า พระยาแรกนาเสี่ยงทายผ้าสำหรับนุ่ง ไปประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญปีนี้ เสี่ยงผ้านุ่งปีนี้ พยากรณ์ว่า น้ำสำหรับปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และ ผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี

การเสี่ยงทายพระโคกินเลี้ยง ปีนี้ พระโคกินหญ้า พยากรณ์ว่าน้ำท่าจะบริบูรณ์พอควร พร้อมด้วย ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร อุดมสมบูรณ์ดี พระโคกินเหล้า พยากรณ์ว่า การคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง

พระยาแรกนาเสี่ยงได้ผ้า 5 คืบ สองพระโคกินหญ้า-หล้า โหรทำนายน้ำ-อาหารบริบูรณ์พอควร การค้าต่างประเทศดีขึ้น

วันนี้ (13 พ.ค.) ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปีนี้ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมีข้าราชการ ประชาชนมารอรับเสด็จจำนวนมาก

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การจัดพิธีดังกล่าว ตามปฏิทินหลวงกำหนดวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2554 ในวันพฤหัสบดีที่ 12 พ.ค. เป็นวันสวดมนต์เริ่มการพระราชพิธีพืชมงคล (วันเกษตรกร) ประกอบพระราชพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ส่วนวันที่ 13 พ.ค. เป็นวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ (วันไถหว่าน) ประกอบพระราชพิธีบริเวณมณฑลพิธีสนามหลวงปีนี้ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา ได้แก่ นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เทพีคู่หาบทอง ได้แก่ นางสาวสรชนก วงศ์พรม นายช่างโยธาชำนาญงาน กรมประมง และนางสาวเดือนเพ็ญ ใจคง เจ้าพนักงานธุรการชำนาญงาน กรมหม่อนไหม เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ นางสาวศิริลักษณ์ สมสกุล นักวิชาการเงินและบัญชีชำนาญการ กรมชลประทาน และนางสาวเจษฎาภรณ์ สถาปัตยานนท์ นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ ได้แก่ นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว นายอนันต์ ลิลา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายวินัย กสิรักษ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสุรศักดิ์ แสงอร่าม รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และนายสุรศักดิ์ พันธ์นพ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พระโคแรกนา ได้แก่ พระโคฟ้า และพระโคใส พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเทิดและพระโคทูน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้กรมการข้าวขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตินำพันธุ์ข้าวนาสวนจำนวน 7 พันธุ์ ได้แก่ กข31(ปทุมธานี 80) สุพรรณบุรี 1 ปทุมธานี 1 ขาวดอกมะลิ 105 กข45 (หอมปราจีนบุรี) พิษณุโลก 2 กข6 และข้าวไร่จำนวน 3 พันธุ์ได้แก่ พันธุ์ซิวแม่จัน ข้าวเหนียวพันธุ์ลืมผัว และดอกพะยอม รวมน้ำหนักเมล็ดพันธุ์ข้าวทั้งสิ้น 1,799 กิโลกรัม และกรมการข้าวนำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปี 2554 และจัดเป็น “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน”บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกรผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตรของตนตามประเพณีนิยม เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์สืบไป

ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่เหลือทั้งหมด ทั้งข้าวและเมล็ดพันธุ์ถั่วต่างๆ กรมการข้าวมีความประสงค์ของพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว นำไปปลูกไว้ทำพันธุ์ในฤดูกาลปี 2554 เพื่อเป็นต้นตระกูลของพืชพันธุ์ดีได้เผยแพร่พันธุ์สู่เกษตรกรต่อไป

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสี่ยงทายโดยให้พระโคฟ้าและพระโคใส กินของเลี้ยง 7 สิ่ง ผลปรากฏว่า พระโคกินหญ้าและเหล้า พยากรณ์ว่า น้ำท่าบริบูรณ์พอควร อาหารสมบูรณ์ การคมนาคม-ค้าขายต่างประเทศดีขึ้น ส่วนผลเสี่ยงทายพระยาแรกนา เสี่ยงได้ผ้า5 คืบ พยากรณ์ว่าน้ำปริมาณพอดี.

วันพืชมงคล 2554: พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2554

No comments May 8th, 2011

วันพืชมงคล 2554: พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นงานพระราชพิธีที่กระทำในตอนเช้าของรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ณ บริเวณมณฑลพิธีสนามหลวง ที่มีแจ้งไว้ในกำหนดการดังนี้

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 07.30 น. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนาพร้อมด้วยเทพีขึ้นรถยนต์หลวงที่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดารามออกจากพระบรมมหาราชวังทางประตูสวัสดิโสภา ถนนสนามไชยไปยังมณฑลพิธีสนามหลวง เมื่อเดินทางมาถึงจะได้ตั้งกระบวนแห่อิสริยยศ แล้วเดินกระบวนแห่อิสริยยศไปส่งที่โรงพิธีพราหมณ์ พระยาแรกนาจุดธูปเทียนถวายสักการะเทวรูปสำคัญแล้วจะได้ตั้งสัตยาธิษฐาน หยิบผ้านุ่งแต่งกายไว้พร้อม เมื่อพระยาแรกนาตั้งสัตยาธิษฐานหยิบได้ผ้านุ่งผืนนั้นทับผ้านุ่งเดิมอีกชั้นหนึ่งนุ่งอย่างบ่าวขุนเตรียมออกแรกนา

ครั้นเวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ไปยังพลับพลาที่ประทับบริเวณมณฑลพิธีสนามหลวงเพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ฤกษ์พิธี ไถหว่าน ระหว่างเวลา 08.19-08.59 น. นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา จะได้ยาตราพร้อมเทพีออกจากโรงพิธีพราหมณ์ มีราชบัณฑิตและพราหมณ์นำผ่านพลับพลา หน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละออกธุลีพระบาทถวายบังคมแล้วไปยังลานแรกนา เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและไถแล้วไถดะไปโดยรี 3 รอบ เพื่อพลิกดินให้เป็นก้อน ไถโดยขวาง 3 รอบ เพื่อย่อยดินให้ละเอียดพร้อมหว่านเมล็ดธัญพืช พนักงานประโคมฆ้องชัยเครื่องดุริยางค์แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เพื่อกลบเมล็ดธัญพืชลงในดินเสร็จแล้วพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยัง โรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เสี่ยงทายของกิน 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค เมื่อพระโคกินของสิ่งใดโหรหลวงจะได้ถวาย คำพยากรณ์เสร็จแล้วจะได้เบิกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาต่างๆ ตัวแทนสถาบันเกษตรกรดีเด่น สหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติสาขาต่างๆ และผู้รับรางวัลสมทบ เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติคุณ หลังจากนั้นจะได้แห่พระยาแรกนา เป็นกระบวนอิสริยยศออกจากโรงพิธีพราหมณ์พระยาแรกนากราบถวายบังคม แล้วเข้ากระบวนไปขึ้นรถยนต์หลวงพร้อมด้วยเทพีไปรอเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ที่แปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จ พระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งออกจากพลับพลาพิธีไปยังแปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา พระยาแรกนาได้เข้ากราบถวายบังคม พระยาแรกนาและเทพีนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปหว่านในแปลงนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา เพื่อปลูกไว้ใช้ในพระราชพิธีฯ ในปีต่อไป

เมื่อพระยาแรกนาหว่านข้าวเสร็จแล้ว เข้าไปกราบถวายบังคมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นอันเสร็จพระราชพิธี

พระโคแรกนา 2554

No comments May 8th, 2011


พระโค ในทางศาสนาพราหมณ์หมายถึง เทวดาผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของพระอิศวร เปรียบได้กับการใช้แรงงานและความเข้มแข้ง และหมายถึงสัตว์เลี้ยงที่พระกฤษณะและพระพลเทพดูแล ซึ่งเปรียบได้กับ ความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น ในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงได้กำหนดให้มีพระโค เพศผู้เข้าร่วมพิธีเสมอมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เพื่อเป็นตัวแทนของความเข้มแข็งและความอุดมสมบูรณ์

ในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี สังกัดสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์จะดำเนินการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กล่าวคือ จะต้องเป็นโคที่มีลักษณะดี รูปร่างสมบูรณ์ มีความสูงไม่น้อยกว่า 150 เซนติเมตร ความยาวลำตัวไม่น้อยกว่า 120 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอกไม่น้อยกว่า 180 เซนติเมตร โคทั้งคู่จะต้องมี สีเดียวกัน ผิวสวย ขนเป็นมัน กิริยามารยาทเรียบร้อย ฝึกง่าย สอนง่ายไม่ดุร้าย เขามีลักษณะโค้งสวยงามเท่ากัน ตาแจ่มใสหูไม่มีตำหนิ หางยาวสวยงาม มีขวัญหน้า ขวัญทัดดอกไม้ซ้ายขวา และขวัญหลังถูกต้องลักษณะที่ดี กีบข้อเท้าแข็งแรง ถ้ามองดูด้านข้างลำตัวจะเป็นสี่เหลี่ยม

กรมปศุสัตว์ได้ทำการคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี พุทธศักราช 2554 จำนวน 2 คู่ คือ พระโคแรกนา 1 คู่ ได้แก่ พระโคฟ้า พระโคใส และพระโคสำรอง 1 คู่ ได้แก่ พระโคเทิด พระโคทูน

พระโคแรกนา 2554

พระโคฟ้า มีความสูง 171 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 230 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 225 เซนติเมตร อายุ 8 ปี

พระโคใส มีความสูง 173 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 240 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 215 เซนติเมตร อายุ 8 ปี

พระโคแรกนาประจำปีพุทธศักราช 2554 เป็นพระโคพันธุ์ไทยมีชื่อประจำพันธุ์ว่า “พันธุ์ขาวลำพูน” ซึ่งเป็นโคที่นิยมเลี้ยงกันในหมู่เกษตรกรภาคเหนือ มีผิวสีขาวอมชมพู ขนสีขาวสะอาด ทั้งลำตัวไม่มีจุดด่างดำ หรือสีอื่นบนลำตัว เขามีสีขาว ลำเขาเป็นลำเทียน เขาทั้งสองข้างมีลักษณะโค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีน้ำตาลอ่อน ขนตาสีชมพู บริเวณจมูกขาว กีบสีขาว ขนหางเป็นพวงสีขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง เวลายืนและเดินสง่า

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคฟ้า แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้เป็นพระโคสำรองประจำปีพุทธศักราช 2551 และเป็นพระโคแรกนาประจำปีพุทธศักราช 2552-2554

นายยุทธ วัฒนกุล บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคใส แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้เป็นพระโคสำรองประจำปีพุทธศักราช 2551และเป็นพระโคแรกนาประจำปีพุทธศักราช 2552-2554

พระโคสำรอง 2554

พระโคเทิด มีความสูง 168 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 275 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 224 เซนติเมตร อายุ 17 ปี

พระโคทูน มีความสูง 166 เซนติเมตร ความยาวลำตัว 273 เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก 260 เซนติเมตร อายุ 17 ปี

พระโคสำรองเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูนลูกผสม คือ เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ขาวลำพูนกับพันธุ์อเมริกันบราห์มัน มีผิวสีขาว ขนสีขาวปนดี เขาสีดี ลำเขาเป็นลำเทียน โค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีดำ ขนตาสีดำ กีบสีดำ ขนหางเป็นพวงสีดำปนขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง เวลายืนและเดินสง่า

นางสาวสุนีย์ สัตตัญญู บริจาคทรัพย์ ซื้อพระโคเทิดและพระโคทูน แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์ นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใช้เป็นพระโคสำรองประจำปีพุทธศักราช 2543-2544, 2549, 2552-2554 และเป็นพระโคแรกนาขวัญประจำปีพุทธศักราช 2545, 2547-2548 และ 2550-2551

การให้อาหารปลาทอง

2 comments November 30th, 2010

การเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้อง
การเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้อง

มีการเปรียบเปรยกันว่า “ปลาทองนั้นมีลีลาในการแหวกว่ายน้ำพลิ้วไหวดั่งชายกิโมโนของสาวญี่ปุ่นยามโบกสะพัด” ซึ่งมีความหมายว่าในส่วนของช่วงโคนหางหรือที่เรียกว่าตะโพกของปลาทองนั้นในตอนที่ว่ายน้ำนั้นดูสวยงาม ดูปราดเปรียวและมีชีวิตชีวา หลายคนยังไม่ทราบว่าชาติแรกที่ทำการเลี้ยงปลาทองและเพาะผสมพันธุ์คือ ชาวจีน เมื่อช่วงระหว่างปี พ.ศ.1704-2093 ซึ่งนิยมเลี้ยงในหมู่ของขุนนางในราชสำนัก

คุณสมเกียรติ นาคโคตร ชาวจังหวัดนนทบุรี มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาทองมานานได้เล่าถึงการเลี้ยงปลาทองในบ้านเราว่าปลาทองที่นิยมเลี้ยงจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์คือ ปลาทองพันธุ์หัวสิงห์ที่ได้ฉายาว่า “ราชาแห่งปลาทอง” ลักษณะเด่นตรงบริเวณหัวจะมีก้อนเนื้อหุ้มอยู่คล้ายกับสวมหัวโขน ในขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่งคือปลาทองพันธุ์ออเรนดา ซึ่งมีลักษณะลำตัวค่อนข้างยาว ครีบหางอ่อนช้อยเป็นพวง

คุณสมเกียรติได้มีคำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เริ่มเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้องและให้ปลาทองมีสุขภาพที่แข็งแรง มีสีสันสดใส ประการแรกจะดูที่สถานที่เลี้ยงและภาชนะที่ใช้เลี้ยง ซึ่งโดยทั่วไปภาชนะที่นิยมเลี้ยงจะเป็นอ่างซีเมนต์และตู้กระจกสี่เหลี่ยม ถ้าเลี้ยงในตู้กระจกควรเลือกขนาดของตู้กระจกที่มีความจุของน้ำอย่างน้อย 40 ลิตร ซึ่งจะใช้เลี้ยงปลาทองขนาดกลางได้ประมาณ 12 ตัว เพื่อให้มีที่ว่างมากพอที่จะตกแต่งพันธุ์ไม้และติดตั้งปั๊มอากาศ ส่วนการเลี้ยงปลาทองในอ่างซีเมนต์ซึ่งเลี้ยงอยู่นอกบ้านจะต้องคำนึงถึงแสงสว่างจะต้องเป็นสถานที่ไม่อับแสง ถ้าแสงมากเกินไปควรใช้ตาข่ายพรางแสงประมาณ 60% ปิดปากบ่อสภาพของบ่อเลี้ยงควรสร้างให้ลาดเอียงเพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำในแต่ละครั้ง ศัตรูของปลาที่สำคัญคือ แมวและนก เป็นต้น

ส่วนการให้อาหารแก่ปลาทองแนะนำว่าให้ อาหารสำเร็จรูปวันละ 1-2 ครั้ง อาหารเสริมจะให้ลูกน้ำและหนอนแดง ในการดูความอ้วนและความแข็งแรงของตัวปลาจะต้องมองที่ความกว้างของลำตัวและจะต้องสังเกตโคนหางร่วมกัน ลักษณะปลาที่ตัวใหญ่หรืออ้วนนั้นให้สังเกตบริเวณโคนหางจะใหญ่แข็งแรงและมีความสมดุลกับตัวปลาและเมื่อมองจากมุมด้านบนสังเกตจากความกว้างของลำตัวจะต้อง มีความอ้วนหนาและบึกบึนมีโคนหางที่ใหญ่แข็งแรงนอกจากนั้นจะต้องดูการเรียงแถวของเกล็ดควรจะมีการเรียงเป็นแนวเดียวกัน ไม่กระจัดกระจายออกจากแถวเมื่อมองดูแล้วมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเนียนตา สีบนตัวปลาจะต้องมีสีสดเข้มมองดูแล้วสะดุดตาไม่ว่าลำตัวจะมีสีแดงหรือสีขาว

ความสำเร็จของการเลี้ยงปลาทองจะดูได้จากลักษณะโดยรวมของปลาทั้งส่วนหัว, ลำตัว และหาง.

การเลี้ยงปูดำในตะกร้า

No comments November 24th, 2010

การเลี้ยงปูดำในตะกร้า

“ปูดำ” เป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าสัตว์น้ำประ เภทอื่น ปัจจุบันปูดำกำลังได้รับความนิยมในการบริโภคสูง การจับปูดำจากธรรมชาติอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคทำ ให้ราคาในท้องตลาดค่อนข้างสูงโดยเฉพาะปูไข่ ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ประมาณ 250-350 บาท ฉะนั้น การที่ภาครัฐได้ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงปูดำเพื่อทดแทนการจับจาก ธรรมชาติจะเพียงพอต่อความต้องการของตลาดได้ และจะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

โดยล่าสุดทางกรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดปัตตานี ได้เล็งเห็น ศักยภาพของราษฎรในพื้นที่ชุมชนบาลา ดูวอ หมู่ที่ 2 ตำบลบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ในการเพาะขยายพันธุ์ปูดำ จึงได้เข้าไปส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงปูดำในตะกร้าแก่เกษตรกรซึ่งดำเนินการมา ตั้งแต่ ปี 2550 จนถึงปัจจุบันมีการรวมกลุ่มโดยมีสมาชิกจำนวน 24 ราย สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยให้แก่ชุมชนได้ประมาณ 7,000-10,000 บาทต่อเดือน

สำหรับการเลี้ยงปูดำ ทางสำนักงานประมงจังหวัดปัตตานีแนะนำว่าควรเลือกทำเลที่เป็นบริเวณชายฝั่ง หรือบริเวณปากแม่น้ำ ไม่มีคลื่นลมแรง กระแสน้ำไม่เชี่ยว ปลอดภัยจากภาวะมลพิษ ส่วนการทำตะกร้าและการทำแพนั้น ตะกร้าที่ใช้จะเป็นตะกร้าพลาสติกมีขนาดประมาณ 40x60x15 เซนติเมตร สำหรับแพใช้ท่อพีวีซีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1-2 นิ้ว ปิดปลายทั้ง 2 ข้าง แล้วต่อให้เป็นแพยาวประมาณ 10-20 เมตร

ใช้ไม้วางพาดขวางยึดท่อให้มีระยะห่างพอดีรองรับกับตะกร้าที่ใช้บรรจุปู ขนาดของตะกร้าที่ใช้บรรจุปูกว้างประมาณ 22 เซน ติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร สูงประมาณ 16 เซนติเมตร โดยการเลี้ยงจะใส่ปู 1 ตัวต่อ 1 ตะกร้า ขนาดลูกปูตั้งแต่ 6.0-7.5 เซนติเมตร สำหรับตะกร้าที่ใช้จะเป็นแบบ 2 ใบมาประกบกัน เพื่อป้องกันแสงแดดและความร้อน ที่สำคัญคือป้อง กันไม่ให้ปูหนีออกจาก ตะกร้า ทั้งนี้ตะกร้า ด้าน บนควรเจาะรูไว้สำหรับให้อาหารปูด้วย โดยให้ปลาเป็ดที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 1-2 นิ้ว วันละ 1 ครั้ง

การเลี้ยงปูดำของชุมชนบาลาดูวอ เพื่อการจำหน่ายมี 3 แบบ คือ ปูนิ่ม ปูไข่ และปูเนื้อขนาดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ปูไข่จะเก็บไว้ เพื่อขยายพันธุ์ ซึ่งจะ มีร้านอาหารในพื้นที่มารับซื้อทุกวัน โดยราคาปูนิ่ม และปูไข่จะจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท ถ้าเป็นปูขนาด รุ่นจัมโบ้จะจำหน่ายได้ราคามากหน่อย คือ กิโลกรัมละ 270-280 บาท แต่ทางชุมชนจะเก็บปูนิ่มขายเป็นส่วนใหญ่ เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงเร็ว ประมาณ 2 อาทิตย์ เมื่อปูลอกคราบก็สามารถเก็บจำหน่ายได้แล้ว ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นปูเนื้อ หรือปูไข่ จะใช้ระยะเวลานานกว่า 1 เดือน ขณะนี้ผลผลิตปูดำของชุมชนบาลาดูวอยังจำหน่าย ได้ปริมาณน้อย เนื่องจากเพิ่งเริ่มดำเนินการได้ไม่นาน ทำให้มีปูจำหน่ายไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งขณะนี้ทางชุมชนกำลังเพิ่มปริมาณการเลี้ยงให้มากขึ้น

เกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการเลี้ยงปูดำในตะกร้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดปัตตานี กรมประมง โทรศัพท์ 0-7334-9591,0-7334-9892 ในวันและเวลาราชการ.