Archive: ‘ข่าวปศุสัตว์’ Category

อบรมการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้า

1 comment July 20th, 2009

เลี้ยงไก่ฟ้า…เชิญทางนี้

เอ่ย ชื่อว่า “ไก่ฟ้า” ทุกท่านคงรู้จักกันดี…ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ป่าที่มีสีสันจัดจ้าน ลวดลายสวยงาม รูปร่างน่าพิศวง และดูสะดุดตาเป็นที่ดึงดูดตาตรึงใจแก่ผู้ที่พบเห็น แม้แต่ในวรรณคดีลิลิตพระลอเองที่เล่าขานถึงความสวยงาม จนทำให้พระลอเห็นแล้วยังต้องเดินตาม

เพราะรูปร่างที่เหมือนไก่ แต่มีความสวยงามและบินได้เหมือนนกเขา จึงเรียก ไก่ฟ้า

ตอนนี้ ไก่ฟ้า มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น เพราะว่าเขามีโครงการที่จะจัดฝึกอบรมให้มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างจริงจัง แบบที่ว่าทำเป็นอาชีพกันเลย

ผมนั้นได้ติดตามในเรื่องของ “สัตว์ป่า…สู่สัตว์เศรษฐกิจ” ที่มี “ไก่ฟ้า” เป็นหนึ่งในนั้นมาเป็นเวลาหลายปี ทั้งด้วยภาระหน้าที่และด้วยความสนใจส่วนตัว โดยเฉพาะช่วงที่มีการออกกฎหมายอนุญาตให้มีการเลี้ยงสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่า คุ้มครองเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ในปี 2546 เคยไปสัมภาษณ์ขอความรู้จาก ดร.ชวาล ทัฬหิกรณ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชในขณะนั้น ซึ่งต่อได้มีการจัดสัมมนาร่วมกับนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน 1 ครั้ง และกับชมรมสื่อมวลชนเกษตร (ปัจจุบันเป็นสมาคม) อีก 1 ครั้ง จำได้ว่า คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ออกแรงผลักดันอย่างเต็มที่ได้มาเป็นประธานเปิดงานและได้รับความสนใจจาก ประชาชนจำนวนมาก

เรื่องของสัตว์ป่า…สู่สัตว์เศรษฐกิจ คึกคักมาได้ระยะหนึ่ง ต่อมาก็เงียบหายไประยะหนึ่ง เพราะปัญหาความไม่แน่นอนของผู้กำหนดนโยบายและความไม่พร้อมของผู้ปฏิบัติ กระทั่งต่อมาได้มีหน่วยงานที่เข้ามารับผิดชอบดูแลโดยตรงร่วมกับหน่วยงานภาค รัฐที่เกี่ยวข้อง คือสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. โดย คุณอภิวัฒน์ เศรษฐรักษ์ ผู้อำนวยการ สพภ. มีแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรชีวภาพ โดยการนำทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับ การอนุรักษ์อย่างยั่งยืน

“สพภ.” อาจจะเป็นหน่วยงานที่ยังใหม่ในความรู้สึกของคนทั่วไป แต่หากดูภารกิจความรับผิดชอบแล้วยิ่งใหญ่น่าสนใจทีเดียว เพราะว่าให้การส่งเสริมและพัฒนาในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพและ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและมูลค่าสูง เป็นทั้งจุดแข็งและเป็นทุนที่สำคัญของประเทศ ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ชุมชนท้องถิ่นและประเทศไทย

“ไก่ฟ้า ” จึงเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าที่จะมีการผลักดันให้ เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ซึ่งจริงๆ แล้ว มีสัตว์ป่าทั้งหมด 59 ชนิด ที่อนุญาตให้เพาะเลี้ยงได้ เช่น กระจง กวาง เนื้อทราย ชะมดเช็ด ไก่ป่า นกขุนทอง นกกรงหัวจุก นกกางเขนดง นกซอฮู้ นกกะรางหัวหงอก กบทูด จระเข้ ปลาตะพัด ปลาเสือตอ เป็นต้น

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไม สพภ. จึงเน้นให้การส่งเสริมในเรื่องการเลี้ยงไก่ฟ้าเป็นลำดับแรกๆ เรื่องนี้ผมได้มีโอกาสพูดคุยล่าสุดกับ ดร.ชวาล ทัฬหิกรณ์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรชีวภาพของ สพภ. โดยเฉพาะเรื่องของสัตว์ป่า และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ให้ความคิดเห็นว่ามีโอกาสความเป็นไปได้สูงทั้งในแง่ของการตลาดที่มีความหลาก หลายทางด้านสายพันธุ์ถึง 26 ชนิด เฉพาะที่นิยมของนักเพาะเลี้ยงในบ้านเรานั้นมีถึง 11 ชนิด คือ ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหน้าเขียว ไก่ฟ้าหลังเทา ไก่ฟ้าหลังเทาแข้งแดง ไก่ฟ้าหลังขาวหรือหลังเงิน ไก่ฟ้าหลังเงินจันทบูรณ์ ไก่ฟ้าหางลายขวาง ไก่ป่าหูแดง-หูขาว นกยูงไทย นกหว้า และนกแว่น…และโดยเฉพาะในเรื่องขององค์ความรู้ทั้งวิชาการและประสบการณ์ มีความพร้อมมากที่จะเผยแพร่ให้ประชาชนผู้สนใจได้รับรู้ แต่ใช่ว่าสัตว์ป่าตัวอื่นๆ จะไม่มีความน่าสนใจ เช่น นกปรอดหัวโขน หรือนกกรงหัวจุกที่ทางภาคใต้นิยมเลี้ยงกันมาก ก็มีการเข้าใจในเรื่องการเพาะเลี้ยงได้ดีในระดับหนึ่งแล้ว จึงอยากเน้นสัตว์ป่าตัวใหม่ๆ ซึ่งไม่เฉพาะไก่ฟ้า ในอนาคตอันใกล้ก็จะมีการให้ความรู้ในสัตว์ป่าตัวอื่นๆ ด้วย

การให้ความรู้ที่ว่า ทาง สพภ. จะมีการเปิดอบรมเรื่องการเลี้ยงไก่ฟ้าเป็นสัตว์เศรษฐกิจกันอย่างเป็นกิจจะ ลักษณะ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการเปิดอบรมมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 22-23 มกราคม 2552 ซึ่งผมเองก็ได้มีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์ เห็นว่าได้รับความสนใจจากผู้นิยมเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าจำนวนมาก

ในวันนั้นได้เปิดให้มีการจองสายพันธุ์ไก่ฟ้า 4-5 ชนิด ด้วย อาทิ ไก่ฟ้าพญาลอ ไก่ฟ้าหน้าเขียว ไก่ฟ้าหลังขาว ไก่ฟ้าหลังเทา ฯลฯ

จากข้อมูลที่ได้รับและจากการพูดคุยกับผู้เข้าร่วมอบรมหลายท่าน พบว่ายังขาดความรู้ความเข้าใจอีกมาก ที่ผ่านมามักเลี้ยงกันตามความรู้สึก ตามความคิดของแต่ละบุคคล เลี้ยงกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ แม้กฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้มีการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าเพื่อ การค้าได้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีปัญหาบางประการในการบริหารจัดการตามกฎระเบียบที่มีอยู่ และแน่นอนว่าประชาชนที่สนใจจะประกอบธุรกิจเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าเพื่อการค้ายัง ขาดความรู้ในการเพาะเลี้ยงและการดำเนินธุรกิจอย่างเพียงพอ

การฝึกอบรมการเลี้ยงไก่ฟ้าจึงถูกจัดขึ้นอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 หรือ รุ่นที่ 2 โดย สพภ. ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 31 กรกฎาคม-1 สิงหาคม 2552 ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

สำหรับการฝึกอบรมที่กำหนดขึ้น 2 วัน นั้น วันแรกจะเป็นการเรียนรู้ในห้องเรียน พอวันที่สอง จะไปดูงานนอกสถานที่ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

วันแรก (วันที่ 31 กรกฎาคม 2552)

เริ่ม ลงทะเบียน เวลา 08.30 น. และเปิดการอบรม เวลา 09.00 น. โดย คุณอภิวัฒน์ เศรษฐรักษ์ ผอ.สพภ. เวลา 09.30-11.30 น. จะเป็นการเสวนาแลกเปลี่ยนความรู้ ด้านความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้า เช่น การเตรียมความพร้อมก่อนการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้า การเตรียมอาหารสำหรับการเลี้ยงไก่ฟ้า เทคนิคในการฟักไข่ ฯลฯ โดย คุณสมพงษ์ บุญสนอง คุณแบน พานหล้า และ คุณสุรัตน์ อนันตสุข ทั้ง 3 ท่าน เป็นตัวแทนผู้ประกอบการ

ภาคบ่ายจะเริ่มตั้งแต่ เวลา 12.30 น. จะเป็นการบรรยายเรื่องการป้องกันและการรักษาโรคเกี่ยวกับสัตว์ปีก โดย นายสัตวแพทย์ปานเทพ รัตนากร จากนั้น เวลา 14.00 น. จะเป็นการเสวนาเรื่อง กฎ ระเบียบ เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าคุ้มครองเพื่อการค้า โดย ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าฯ คุณเชลง รอบคอบ คุณอุดม ตันวัฒนธนากุล และ คุณพาณิช แสนโภชน์ ดำเนินรายการโดย ดร.ชวาล ทัฬหิกรณ์ ปิดท้ายวัน เวลา 16.30 น. จะเสวนาเรื่องการพัฒนาการตลาดการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าเชิงธุรกิจโดย ผู้แทนจาก ธ.ก.ส. ผู้แทนผู้ประกอบการ ดำเนินรายการโดย ดร.ณัฐพัชร จันทรสูตร

วันที่ 2 ( วันที่ 1 สิงหาคม 2552)

เวลา 07.00 น. พร้อมกันที่ อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ และออกเดินทาง เวลา 07.30 น. เพื่อไปศึกษาดูงานการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้า ณ บริษัท วีบี ฟาร์ม จำกัด จังหวัดนครนายก พร้อมฟังบรรยายสรุปวิธีปฏิบัติในการบริหารจัดการฟาร์ม การเพาะเลี้ยงไก่ฟ้า โดย คุณสุรัตน์ อนันตสุข เจ้าของฟาร์ม

ภาคบ่ายเริ่ม เวลา 13.30 น. จะเป็นการประชุมระดมความคิดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้ร่วมเข้าอบรม

ปิดท้ายการอบรม เวลา 15.30 น. จะเป็นพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้าอบรม

ทั้ง หมดที่นำมาเล่าสู่กันฟังนี้ ก็หวังว่าท่านที่ชื่นชอบหรือคิดจะเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าจะได้มาร่วมอบรมเพื่อ สร้างความรู้ความเข้าใจ ไม่ใช่เลี้ยงแบบตามมีตามเกิด หรือมือสมัครเล่นอีกต่อไป

สนใจที่จะเข้าอบรม ขอให้รีบสำรองที่นั่งด่วน เพราะรับจำกัด รุ่นละ 50 ท่าน เท่านั้น!

หมายเหตุ ติดต่อจองอบรมการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้า ได้ที่เจ้าหน้าที่ประสานงาน คุณศรีสุดา เพ็งสมบัติ โทร. (085) 900-4222 หรือ คุณชัยรัตน์ บุญนาค โทร. (089) 408-8666 หรือ โทร. (02) 141-7814, (02) 141-7836-7

ลุงพร ชอนอาชีพ
วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 21 ฉบับที่ 459
matichon

การเลี้ยงไก่ฟ้าเชิงพาณิชย์

No comments July 7th, 2009

การเลี้ยงไก่ฟ้า
สพภ.หนุนเลี้ยง”ไก่ฟ้า”เชิงพาณิชย์

“ที่ผ่านมากรมอุทยานฯ มีการอนุญาตให้เพาะเลี้ยงสัตว์ป่าที่เคยอยู่ในบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครองมาแล้ว โดยเฉพาะจำพวกนก เช่น นกเขาชวา ไก่ฟ้า นอกจากนี้ยังมีจระเข้ เก้ง กวาง ซึ่งการอนุญาตให้เพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ได้นั้นต้องมีขั้นตอนกระบวนการและการ ศึกษาวิจัยรองรับก่อน ไม่ใช่ว่าอยากจะเปิดให้เลี้ยงสัตว์ตัวไหนก็อนุญาต” คำยืนยันของ เกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ในการอนุญาตให้สัตว์ป่าบางชนิดสามารถเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้

แม้อดีตไก่ฟ้าจะ ถูกจัดอยู่ในสัตว์ป่าคุ้มครองประเภท 1 ห้ามมีไว้ในครอบครอง แต่ปัจจุบันนี้ได้มีการประกาศกฎกระทรวง กำหนดชนิดพันธุสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าที่เพาะเลี้ยงได้จำนวน 59 ชนิด และหนึ่งในนั้นก็คือไก่ฟ้า (PHEASANT)

จากความเชื่อที่ว่า ไก่ฟ้า ใครเลี้ยงไว้จะช่วยเสริมสร้างบารมี มีความเป็นสิริมงคล เพราะเป็นสัตว์ที่มีเสน่ห์ในตัวเอง สีสันสวยงามมีลีลา อิริยาบถที่ดูแล้วเพลิดเพลินตา แต่ปัจจุบัน สัตว์ป่าชนิดนี้ได้ถูกนำมาเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ กันมากขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(สพภ.)

“ตอนนี้เราพยายามสนับสนุนเกษตรกรให้เลี้ยงสัตว์ป่า(บางชนิด)ที่สามารถ สร้างมูลค่าในเชิงพาณิชย์ได้สูง มีตลาดรองรับที่ชัดเจน อย่างเช่น ไก่ฟ้า กวาง เป็นสัตว์ที่มีอนาคต ซึ่งตอนนี้เราส่งเสริมให้เลี้ยงอย่างเต็มที่หากกลุ่มเกษตรกรใดมีความพร้อม อย่างไก่ฟ้าเราได้จัดอบรมวิธีการเลี้ยงมาแล้ว 1 รุ่น ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากพี่น้องเกษตรกรจำนวนมาก ประมาณเดือนตุลาคมก็จะเปิดอบรมอีกครั้ง”

อภิวัฒน์ เศรษฐรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(สพภ.)เผยถึงสัตว์ป่าอนาคตอย่างไก่ฟ้า ซึ่งขณะนี้มีหลายแห่งที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยง สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ฟ้าที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ที่ปัจจุบันกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ของผู้สนใจการเลี้ยงไก่ฟ้าในเชิงพาณิชย์ไปแล้ว ฯลฯ และหนึ่งในนั้นก็คือ ไก่ฟ้า ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพสูงในการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์และสามารถส่งเสริม ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำมาเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมั่นคงและ ยั่งยืน

“ขณะนี้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมีพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ของสัตว์ป่าบางชนิดที่เปิดให้เพาะเลี้ยงได้จำนวนหนึ่งสามารถส่ง เสริมให้เกษตรกรหรือผู้ประกอบการนำไปเพาะเลี้ยงได้บ้างแล้ว แต่ต้องมีการวางมาตรการด้านการคุ้มครองอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างเหมาะ สมต่อไป” ผู้อำนวยการสพภ.กล่าว

ไก่ฟ้า จึงนับเป็นสัตว์ที่มีศักยภาพสูงในการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์และสามารถส่ง เสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำมาเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมั่นคง และยั่งยืน

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk

โรคคันจากกระต่าย

1 comment June 29th, 2009

กระต่าย
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง – โรคคันจากกระต่าย

“โรคคันจากกระต่าย” เป็นโรคที่พบในบรรดาหมู่คนรักกระต่าย เจ้าของหลายรายเกามือ เกาพุง เกาแขน พร้อมรอยด่าง ดวงเป็นวงๆ บนนิ้ว ฯลฯ ขณะพากระต่ายมารับการรักษาอาการคันมีสะเก็ด หรือขนร่วงเป็นวงของกระต่ายที่ตนเลี้ยง ซึ่งจากการตรวจวินิจฉัยก็พบว่าอาการคันของกระต่าย จากโรคผิวหนังท็อปฮิตนี้ดูจะมีสาเหตุมาจาก 2 เรื่อง 1) ติดเชื้อรา 2) ติดเชื้อไร

“เชื้อรา” จำพวก Trichophyton mentagrophytes มักเกิดขึ้นร่วมกับการเลี้ยงที่สกปรก ขาดการดูแล เช่น ในกรงที่อับชื้น โดยมันจะก่อให้เกิดลักษณะโรคคือ ผิวหนังหนาตัวเป็นวงมีการอักเสบเป็นสีแดง อาจมีสะเก็ดขาวๆข้างบน และคัน โดยเริ่มพบบนผิวหนังบริเวณส่วนหัวของกระต่ายก่อน

อีกทั้งยังสามารถแพร่สู่สมาชิกสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นๆ ในบ้าน เช่น หนูตะเภา หนูแรท และหนูถีบจักร ฯลฯ หากคุณหมอตรวจพบว่าเป็นเชื้อราชนิดนี้โดยการนำไปเพาะเชื้อและย้อมสีตรวจพบ แล้วก็รักษาได้ไม่ยากด้วยยาทาและยากินพร้อมกับรักษาความสะอาด ส่วนผู้เป็นเจ้าของเมื่อพบแพทย์โรคผิวหนังแล้วก็รักษาให้หายได้ไม่ยากเช่น กันแต่ใช้เวลาเล็กน้อย

“เชื้อไร” จำพวก “ไรหู” หรือ “Psoroptes cuniculi” เจ้าเชื้อนี้บางทีก็เรียกว่า “ขี้เรื้อนในหูกระต่าย” เพราะมักจำเพาะจะขึ้นมากในรูหูกระต่าย ทำให้คันจนหัวสั่นหัวคลอน แต่ไม่มีรายงานว่าติดต่อมาถึงคน ยกเว้น “ไรในผิวหนัง” ที่ทำให้เกิด “ขี้เรื้อนแห้ง” ตามตัวทั่วไป หรือ “Sarcoptes scabiei” หรือ “Notoedres cati” เจ้าตัวนี้แหละครับทำให้กระต่ายขน ร่วงบริเวณจมูก คาง กกหู หัว แก้ม และอาจลามถึงตีนทั้ง 4 มันจะทั้งเกา ทั้งแกะ ทั้งถู จนบางครั้งผิวหนังอักเสบบวมแดง หรือถึงกับเป็นบาดแผลเหวอะหวะ

ส่วนเจ้าของที่ติดเชื้อไปด้วยก็คันไม่เบาเกากันคะเยอเป็นผื่นแดงบนผิวส่วนที่ไปสัมผัสกับบริเวณที่เกิดโรคบนตัวกระต่ายมา เช่น ง่ามนิ้วมือ เชื้อไรเหล่านี้รักษาให้หายได้ไม่ยากนักในกระต่ายและ คนเรา ขอให้วินิจฉัยให้ถูกและยืนยันด้วยการขูดผิวตรงตำแหน่งคันไปส่องกล้อง จุลทรรศน์ก็จะเห็นเจ้าตัวไรต้นเหตุแล้วการรักษาอาจแค่ใช้ยาทาก็เพียงพอแล้ว บ่อยครั้งที่ทายาบนผิวกระต่ายแล้วลูกพี่พลอยหายคันไปด้วย

ฉะนั้น “โรคคันจากกระต่าย” เป็นสิ่งที่ป้องกันได้โดยการเลี้ยงกระต่ายของท่านให้อยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะ มีการแปรงขน ทำความสะอาดร่างกายและที่อยู่สม่ำเสมอ อีกทั้งกักกันกระต่ายตัวใหม่ให้ปลอดโรคก่อนนำเข้ามาเลี้ยงรวมกับสมาชิกเดิม รวมถึงการสังเกตอาการคันผิดปกติของกระต่ายแล้วพาไปหาหมอโดยเร็วด้วยครับ แค่นี้ก็แฮปปี้ทั้งกระต่ายและเจ้าของไม่มีคันอีกแล้ว !

ปานเทพ รัตนากร
komchadluk

การเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรือนระบบปิด

1 comment June 18th, 2009

การเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรือนระบบปิด
สาธิตเลี้ยงไก่ไข่ระบบปิด ก้าวใหม่โครงการห้วยองคตฯ

หลังจากที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ให้การส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่แก่เกษตรกรรายย่อยรายละ 4,000 ตัว ตามโครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ทำให้ผู้ร่วมโครงการมีรายได้ถึงปีละกว่า 2 แสนบาท

ล่าสุด ซีพีเอฟ ได้สร้างศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยทำการสาธิตการเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 200 ตัว ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศ เพื่อให้เกษตรกรผู้สนใจได้เข้าชมกระบวนการผลิต โดย ซีพีเอฟ จะเป็นผู้สนับสนุนพันธุ์สัตว์ อาหาร ยา วัคซีน ในการเลี้ยงรุ่นแรก พร้อมทั้งอบรมความรู้ให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการด้วย คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

นายเกษม วิไลประสงค์ ผู้แทนซีพีเอฟ บอกว่า ผลจากการติดตามโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่แก่เกษตรกรรายย่อย รายละ 4 พันตัวที่ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี ที่ซีพีเอฟให้การส่งเสริมนั้น พบว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรมากกว่า 2 แสนบาทต่อปี นอกจากนั้นยังมีการส่งเสริมการเลี้ยงไก่พื้นเมืองพันธุ์ดี เป็นพันธุ์เวียดนาม และการเลี้ยงแพะด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริมในส่วนนี้

ล่าสุด ซีพีเอฟ ได้สร้างศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาตามแนวพระราชดำริ โดยทำการสาธิตการเลี้ยงไก่ไข่จำนวน 200 ตัว ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศ เพื่อให้เกษตรกรผู้สนใจได้เข้าชมกระบวนการผลิต โดยซีพีเอฟจะให้การสนับสนุนพันธุ์สัตว์ อาหาร ยา วัคซีน ในการเลี้ยงไก่ไข่รุ่นแรก พร้อมทั้งอบรมความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโครงการ มีสัตวบาลเข้าไปให้คำแนะนำวิธีการเลี้ยงที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและเป็น มาตรฐานเดียวกับซีพีเอฟ รวมทั้งให้ความรู้ในการบริหารจัดการด้านการตลาด เพื่อให้สามารถมีทุนมาจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงในรุ่นต่อไป คาดว่าต่อไปจะมีผู้สนใจโครงการในระดับหนึ่ง เนื่องจากจะเป็นการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรอีกทางหนึ่งด้วย

ด้าน นายสันทัด ผลดก เกษตรกรที่ร่วมโครงการสาธิตการเลี้ยงไก่ไข่รายหนึ่ง บอกว่า เดิมทีมีโรงเรือนเลี้ยงไก่อยู่แล้ว เป็นโรงเรือนที่คุณพ่อและคุณแม่ร่วมโครงการที่ ซีพีเอฟ ส่งเสริมการเลี้ยงไก่เนื้อรุ่นแรกเมื่อ 10 ปีก่อน โดยทางซีพีเอฟให้การสนับสนุนด้านเงินทุนในการสร้างโรงเรือน อาหาร ยา วัคซีน พันธุ์ไก่ในการเลี้ยงรุ่นแรก แต่ด้วยกาลเวลาผ่านไปคุณพ่อกับคุณแม่อายุมากขึ้น ประกอบกับคุณพ่อต้องเข้ารับการผ่าตัดหัวใจ จึงมอบให้เขาเข้ามาดูแลโรงเรือนแทน ปัจุจบันนี้ทางครอบครัวมีรายได้จากการเลี้ยงไก่ในฟาร์มไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อรุ่น

“โครงการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ของซีพีเอฟ นอกจากคนในพื้นที่จะมีรายได้จากการเลี้ยงไก่แล้ว ยังสร้างอาชีพที่ต่อเนื่องจากการเลี้ยงไก่ไข่อีกส่วนหนึ่ง คือ อาชีพรับจ้างคัดไข่ อาชีพรับจ้างขนส่งไข่ไก่ อาหารไก่ เสมียนฟาร์ม และผู้รักษาความปลอดภัย ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ ตรงนี้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นด้วย” นายสันทัด กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาการเลี้ยงไก่ไข่ในระบบโรงเรือนปิดปรับอากาศนั้น สามารถเข้าชมและเรียนรู้ได้ที่ โครงการห้วยองคต อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี

รักพงษ์ ขันแก้ว
komchadluk

โคนมพันธุ์ทนร้อน

1 comment June 17th, 2009

โคนม พันธุ์ทนร้อน
เหมาะเลี้ยงสพื้นที่อีสาน เลี้ยงง่าย น้ำนมดี

เหตุจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ อีสาน เป็นพื้นที่ร้อนและแห้งแล้ง ดังนั้น โคนมที่เลี้ยงในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโคนมสายพันธุ์จากต่างประเทศ จึงไม่คุ้นเคยกับสภาพภูมิอากาศของเมืองไทย ส่งผลให้โคนมที่เลี้ยงในอีสานมีปริมาณน้ำนมน้อย ด้วยเหตุนี้ รศ.ดร.วิโรจน์ ภัทรจินดา ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงหันมาพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์โคนมเพื่อให้เหมาะกับการเลี้ยงในพื้นที่ภาค อีสาน โดยใช้ระยะเวลาในการพัฒนาสายพันธุ์กว่า 16 ปี จึงประสบความสำเร็จในการพัฒนาโคนมสายพันธุ์ใหม่ ภายใต้ชื่อ โคนมทนร้อนมหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU101) โดยมีลักษณะเด่น คือ สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อน-ชื้น และสภาพการเลี้ยงแบบไทย ๆ ที่มีคุณภาพอาหารค่อนข้างต่ำได้ นอกจากนี้ยังมีลักษณะให้ผลผลิตน้ำนมสูง โดยให้น้ำนมเฉลี่ย 12 กก./วัน หรือ 4,400 กิโลกรัม/ปี มีระยะการให้น้ำนมนานถึง 300 วัน และหากนำโคนมพันธุ์ดังกล่าวไปเลี้ยงในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศเย็น โคจะตอบสนองต่อการกินอาหารและการให้น้ำนมที่สูงขึ้นถึง 15-18 กิโลกรัม/วัน หรือ 5,500-6,500 กิโลกรัม/ปี จึงนับได้ว่า โคนมทนร้อน KKU101 เป็นโคนมที่มีความสวยงาม ขนาดลำตัวเหมาะสม เลี้ยงง่ายและให้น้ำนมในเกณฑ์ดี

“โคนมสายพันธุ์ปรับปรุงนี้ ยังมีความสามารถผสมติดง่ายภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีความเครียดสูง ส่วนลักษณะของการให้น้ำนมนั้น เดิมโคนมจะมีโครงสร้างเต้านมขนาดเล็ก รวมตัวเป็นกระจุกและรีดน้ำนมออกยาก จึงทำให้ได้น้ำนมน้อยแค่ 4-5 กิโลกรัม/วัน และมีระยะให้น้ำนมสั้น แต่ภายหลังปรับปรุงสายพันธุ์ โครงสร้างของเต้านมแข็งแรงขึ้น มีขนาดหัวนมที่ใหญ่และยาวได้มาตรฐานกับชุดรีดนม รีดนมออกง่ายและให้น้ำนมเฉลี่ยสูงขึ้น” รศ.ดร.วิโรจน์ กล่าว

รศ.ดร.วิโรจน์ กล่าวย้อนกลับไปถึงช่วงเริ่มต้นปรับปรุงสายพันธุ์โคนมพันธุ์ทนร้อนว่า ใช้ระบบการผสมข้ามสายพันธุ์ โดยดำเนินการที่สถานีทดลองและฝึกอบรมเกษตรกรรม จ.ร้อยเอ็ด ของคณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น โดยเริ่มแรกนั้นได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการ DANIDA (Danish International Development Agency) ประเทศเดนมาร์ก ให้ทุนในการจัดซื้อพันธุ์โคนมและอุปกรณ์ประจำฟาร์ม โดยโคนมที่นำเข้ามารุ่นแรกเป็นโคนมผสมสายเลือดพันธุ์ โฮนสไตน์ฟรีเชี่ยน 75% กับพันธุ์ซาฮิวาล 25% ซึ่งโคนมพันธุ์โฮนสไตน์ฟรีเชี่ยน เป็นโคนมเขตหนาวแถบประเทศอเมริกาและยุโรป มีคุณสมบัติเลี้ยงง่าย นิสัยเชื่อง ให้ปริมาณน้ำนมมาก ส่วนพันธุ์ซาฮิวาลจะเป็นโคนมพันธุ์เขตร้อน มีแหล่งกำเนิดทางประเทศอินเดีย มีคุณสมบัติหากินเก่ง ทนร้อน ทนโรคแมลง โดยเฉพาะเห็บโค แต่มีข้อด้อย คือ ให้ปริมาณน้ำนมน้อย และตื่นเต้นง่าย

สำหรับ โคนมทนร้อน KKU101 นี้ เป็นลูกผสมรุ่นที่ 6 ซึ่งถือว่ามีความคงที่ของสายพันธุ์ในระดับถึง 98.2% โดยจะสามารถถ่ายทอดลักษณะความเป็นโคนมทนร้อนที่แน่นอน ทั้งนี้ ลูกที่เกิดขึ้นจะมีลักษณะตรงตามสายพันธุ์ มีสีขาวดำ น้ำหนักตัว 450-500 กิโลกรัม มีนิสัยเชื่อง ไม่ตื่นเต้นง่าย เลี้ยงง่าย สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการเลี้ยงในทุกแบบได้เป็นอย่างดี โดยในฤดูร้อนจะทนร้อนได้ดี และสามารถออกเดินแทะเล็มหญ้ากินกลางแสงแดดได้โดยไม่มีอาการหอบ หรือน้ำลายไหลปรากฏให้เห็น

นอกจากนี้ โคสายพันธุ์ที่ปรับปรุงนี้ ยังมีคุณลักษณะพิเศษ คือ สามารถทนเห็บหรือทนต่อโรคเห็บ ซึ่งโรคนี้นับเป็นโรคที่สำคัญอันดับหนึ่งของโคนมที่ให้ผลผลิตสูงที่มักตาย ได้ง่ายจากการระบาดของโรคเห็บที่ระบาดผ่านทางตัวเห็บที่มาเกาะกินเลือดจาก ตัวโค

รศ.ดร.วิโรจน์ กล่าวอีกว่า ในการพัฒนาสายพันธุ์ในขั้นต่อไปนั้น จะนำเอาเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการปรับปรุงและขยายสายพันธุ์โคนมนี้ให้มีความรวดเร็วขึ้น เพราะมีพ่อแม่พันธุ์ที่เป็นต้นแบบที่ดี ส่วนการขยายพันธุ์เพื่อเผยแพร่สู่เกษตรกรนั้น ในระยะสั้นจะใช้วิธีเทคโนโลยีการย้ายฝากตัวอ่อน ซึ่งมีความชำนาญอยู่แล้ว จะสามารถเพิ่มจำนวนลูกโคพันธุ์ดีได้มากและรวดเร็ว

“อยากให้ภาครัฐสนับสนุนและช่วยส่งเสริมการขยายพันธุ์ให้เกิดการแพร่หลาย มากกว่านี้ เพื่อใช้เป็นแหล่งแม่พันธุ์และพ่อพันธุ์โคนมชั้นเยี่ยมของประเทศไทย ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ และหากได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจังคาดว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นสู่ การเป็นศูนย์กลางของการส่งออกโคนมพันธุ์ทนร้อนในภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต” รศ.ดร.วิโรจน์ กล่าวในที่สุด

สำหรับเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปที่สนใจโคนมพันธุ์ทนร้อน (KKU101) ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.วิโรจน์ ภัทรจินดา ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. 0-4336-2006 หรือ 08-1872-0478.

dailynews