Archive: ‘ข่าวปศุสัตว์’ Category

การเลี้ยงเม่นแคระ

No comments November 24th, 2010

การเลี้ยงเม่นแคระ

“เม่นแคระ” ที่คนไทยได้นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์แอฟริกันหรือยุโรป ยังมีผู้เลี้ยงอีกเป็นจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงโดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมเกี่ยวกับความเป็นอยู่

เช่น เม่นแคระจัดเป็นสัตว์ที่ชอบหากินตามลำพัง ดังนั้นการเลี้ยงไม่ควรรวมกันเป็นฝูง เม่นแคระมีนิสัยชอบหลบหนี ดังนั้นสถานที่เลี้ยงควรมีผิวผนังเรียบเพื่อให้ปีนป่ายไม่ได้ ภายในกรงเลี้ยงควรมีวัสดุปูรองนอนในพื้นกรงเพื่อให้เม่นแคระได้ใช้มุดขุดเล่นคล้ายสภาพความเป็นจริงตามธรรมชาติ ในการเลี้ยงเม่นแคระเหมือนกับเลี้ยงหนูแฮมสเตอร์ควรหาวงล้อให้เขาถีบหรือวิ่งปั่น เหล่านี้เป็นต้น

คุณศิวกร อีนด้วง ชาวปทุมธานีได้อธิบายถึงลักษณะและพฤติกรรมของเม่นแคระเป็นสัตว์ที่มีใบหน้าแหลมคล้ายหนูหรือตัวแรคคูน แต่จมูกเล็ก จมูกมักจะขยับกระดุกกระดิกไปมาเหมือนกำลังสูดดมพบกลิ่นผิดปกติ ลำตัวมีหนามแหลม และมีสีสันที่หลากหลาย ตั้งแต่สีพื้นดำ หน้าดำ จมูกดำ ตาดำ ลำตัวและขน สีชอล์ก ส้ม น้ำตาล เทา ขาว หน้าขาวหรือสลับกันตามปริมาณของความหนาแน่นของสีขนนั้นไปจนถึงขาวแบบเผือกตาแดงก็มี

จากที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าเม่นแคระเป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน จะตื่น ทั้งกลางวันและกลางคืนคล้ายกับแมว เจ้าของผู้เลี้ยงจึงเล่นได้ตลอด เชื่องและเข้ากับผู้เลี้ยงได้ง่าย ผู้ที่เลี้ยงเม่นแคระยังต้องทำความเข้าใจในเรื่องของพฤติกรรมที่เม่นแคระแสดงความเจ็บปวดหรือไม่พึงพอใจ เช่น ร้องด้วยความกลัวหรือหวีดเสียงดัง แล้วม้วนตัวกลม ขนแหลมตั้งชัน ฯลฯ

ถ้าพบว่าเม่นแคระมีท่าเดินเหย่งขาแสดงว่ามีอาการเจ็บขา ถ้าเจ็บปวดในปากมักจะมีน้ำลายไหลเยิ้ม เคี้ยวอาหารลำบากหรือคาบเหยื่อไม่อยู่และไม่กินอาหาร ในเรื่องของการให้อาหารเม่นแคระผักและผลไม้ ควรจะปลอดสารพิษ ไม่ควรทิ้งอาหารไว้ข้ามวันถ้าเม่นแคระกินไม่หมดโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนผักและผลไม้เน่าเสียง่าย ผลไม้ที่แนะนำเช่น แอปเปิ้ล, ชมพู่ ฯลฯ หากเป็นผักควรจะมีกากใยอาหารสูง ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวและผลไม้ที่มีเปลือกแข็ง เนื่องจากถ้ากินมากอาจจะพบปัญหาเรื่องลำไส้อุดตันได้

เม่นแคระยังจัดว่ามีความเป็นสัตว์ป่า ดังนั้นถ้าผู้เลี้ยงได้เม่นแคระที่ถูกจับมาจากป่าที่ไม่คุ้นกับคน มักจะไม่ค่อยทนต่อความเครียด เมื่อมีการจับต้องมักจะป้องกันตัวเองและส่งเสียงร้องหรือขู่ แต่ถ้าเลี้ยงเม่นแคระที่เกิดจากการเพาะขยายพันธุ์มักจะไม่แสดงอาการหวาดระแวงหรือตกใจหวาดกลัว

แต่มีหลายอย่างที่มีความแตกต่างจากหนู คือ เม่นแคระเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้ระแวงหากมีอะไรที่ผิดปกติ เช่น สิ่งของใหม่ กลิ่นแปลก ก็จะแสดงอาการต่อต้านหรือหลบเลี่ยงและผู้เลี้ยงมักจะพบว่าเม่นแคระชอบเล่นน้ำลายแล้วเอามาป้ายขนตัวเองอยู่เสมอ.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

พระโคแรกนา ประจำปีพุทธศักราช 2553

No comments May 4th, 2010

พระโค ในทางศาสนาพราหมณ์หมายถึง เทวดาผู้ทำหน้าที่เป็นพาหนะของพระอิศวร เปรียบได้กับการใช้แรงงานและความเข้มแข้ง และหมายถึงสัตว์เลี้ยงที่พระกฤษณะและพระพลเทพดูแลซึ่งเปรียบได้กับความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้น ในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ จึงได้กำหนดให้มีพระโคเพศผู้เข้าร่วมพิธีเสมอมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เพื่อเป็นตัวแทนของความเข้มแข็งและความอุดมสมบูรณ์
ในการประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ โดยศูนย์วิจัยการผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพราชบุรี สังกัดสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์จะดำเนินการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม กล่าวคือ จะต้องเป็นโคที่มีลักษณะดี รูปร่างสมบูรณ์ มีความสูงไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร ความยาวลำตัวไม่น้อยกว่า ๑๒๐ เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอกไม่น้อยกว่า ๑๘๐ เซนติเมตร โคทั้งคู่จะต้องมีสีเดียวกัน ผิวสวย ขนเป็นมัน กิริยามารยาทเรียบร้อย ฝึกง่าย สอนง่ายไม่ดุร้าย เขามีลักษณะโค้งสวยงามเท่ากัน ตาแจ่มใสหูไม่มีตำหนิ หางยาวสวยงาม มีขวัญหน้า ขวัญทัดดอกไม้ซ้ายขวา และขวัญหลังถูกต้องลักษณะที่ดี กีบข้อเท้าแข็งแรง ถ้ามองดูด้านข้างลำตัวจะเป็นสี่เหลี่ยม

กรมปศุสัตว์ได้ทำการคัดเลือกพระโคเพื่อใช้ในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๓ จำนวน ๒ คู่ คือ พระโคแรกนา ๑ คู่ ได้แก่ พระโคฟ้า พระโคใส และพระโคสำรอง ๑ คู่ ได้แก่ พระโคเทิด พระโคทูน

พระโคแรกนา
พระโคฟ้ามีความสูง ๑๗๑ เซนติเมตร ความยาวลำตัว ๒๓๐ เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก ๒๒๕ เซนติเมตร อายุ ๗ ปี
พระโคใส มีความสูง ๑๗๓ เซนติเมตร ความยาวลำตัว ๒๔๐ เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก ๒๑๕ เซนติเมตร อายุ ๗ ปี
พระโคแรกนาประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๓ เป็นพระโคพันธุ์ไทยมีชื่อประจำพันธุ์ว่า “พันธุ์ขาวลำพูน” ซึ่งเป็นโคที่นิยมเลี้ยงกันในหมู่เกษตรกรภาคเหนือ มีผิวสีขาวอมชมพู ขนสีขาวสะอาด ทั้งลำตัวไม่มีจุดด่างดำ หรือสีอื่นบนลำตัว เขามีสีขาว ลำเขาเป็นลำเทียน เขาทั้งสองข้างมีลักษณะโค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีน้ำตาลอ่อน ขนตาสีชมพู บริเวณจมูกขาว กีบสีขาว ขนหางเป็นพวงสีขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง เวลายืนและเดินสง่า
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตอธิบดีกรมปศุสัตว์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคฟ้า แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้เป็นพระโคสำรองประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ และเป็นพระโคแรกนาประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ – ๒๕๕๓
นายยุทธ วัฒนกุล บริจาคทรัพย์ซื้อพระโคใส แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช้เป็นพระโคสำรองประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ และเป็นพระโคแรกนาประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๒ – ๒๕๕๓

พระโคสำรอง
พระโคเทิด มีความสูง ๑๖๘ เซนติเมตร ความยาวลำตัว ๒๗๕ เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก ๒๒๔ เซนติเมตร อายุ ๑๖ ปี
พระโคทูน มีความสูง ๑๖๖ เซนติเมตร ความยาวลำตัว ๒๗๓ เซนติเมตร ความสมบูรณ์รอบอก ๒๖๐ เซนติเมตร อายุ ๑๖ ปี
พระโคสำรองเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูนลูกผสม คือ เป็นโคลูกผสมระหว่างพันธุ์ขาวลำพูนกับพันธุ์อเมริกันบราห์มัน มีผิวสีขาว ขนสีขาวปนดี เขาสีดี ลำเขาเป็นลำเทียน โค้งสวยงาม ดวงตาแจ่มใสสีดำ ขนตาสีดำ กีบสีดำ ขนหางเป็นพวงสีดำปนขาวยาว ลำตัวช่วงขาหลังและกีบมีความสมบูรณ์แข็งแรง เวลายืนและเดินสง่า

นางสาวสุนีย์ สัตตัญญู บริจาคทรัพย์ ซื้อพระโคเทิดและพระโคทูน แล้วมอบให้กรมปศุสัตว์นำน้อมเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และใช้เป็นพระโคสำรองประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๓ – ๒๕๔๔ , ๒๕๔๙ , ๒๕๕๒ – ๒๕๕๓ และเป็นพระโคแรกนาขวัญประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ , ๒๕๔๗ – ๒๕๔๘ และ ๒๕๕๐ – ๒๕๕๑.

วิธีเลือกไก่ให้เหมาะกับการปรุงอาหาร

No comments April 2nd, 2010

ไก่
เลือกใช้ไก่แต่ละส่วนให้เหมาะกับอาหาร

ไก่แต่ละส่วนมีความอร่อยแตกต่างกันไป ถ้านำไปปรุงอาหารอย่างถูกประเภทก็จะเพิ่มความอร่อยมากขึ้น มีวิธีเลือกไก่ให้เหมาะกับการปรุงอาหารแต่ละประเภทดังนี้

- สันในไก่ เป็นเนื้อส่วนที่นุ่มที่สุด นำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ไม่ว่าผัด ทอด หรือต้ม แล้วฉีกเป็นเส้นไว้ใส่กับกระเพาะปลา หรือทานกับสลัดผัก

- อกไก่ เป็นเนื้อส่วนที่อ่อนนุ่มรองจากสันในไก่ นำมาปรุงอาหารได้หลากกลาย แต่มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่าเนื้ออกไก่ เป็นเนื้อส่วนที่มีรสชาติค่อนข้างจืด เมื่อเทียบกับเนื้อส่วนอื่น ๆ

- ปีกไก่ เหมาะที่จะนำไปต้ม ตุ๋น หรือทำสตู นำไปหมักกับกระเทียมพริกไทยแล้วทอด หรือนำไปชุบแป้งทอดก็อร่อย

- น่องไก่ ลักษณะเนื้อจะมีความเหนียว เหมาะสำหรับนำไปย่าง ทอด หรือตุ๋น

- โครงไก่หรือกระดูกไก่ นำมาใช้ต้มน้ำซุป มีรสชาติหวานอร่อย ใช้ทำเป็นน้ำแกง น้ำตุ๋น หรือใส่ผัดช่วยให้อาหารมีรสชาติดีขึ้น

เพียงเท่านี้ก็สามารถเลือกส่วนของไก่ไปปรุงอาหารได้อย่างอร่อยแล้ว.

การเลี้ยงแกะ

No comments December 23rd, 2009

แกะ
แกะขุนลูกผสม 3 สายเลือด

“แกะ” จัดเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องขนาดเล็ก กินหญ้าเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับวัว แต่ปริมาณในการกินอาหารน้อยกว่า ถ้านำมาเลี้ยงในเชิงพาณิชย์จะให้ผลผลิตและผลตอบแทนเร็วกว่า อีกทั้งใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อย ปัจจุบันสายพันธุ์แกะที่เลี้ยงในบ้านเราส่วนใหญ่เป็นพันธุ์พื้นเมือง

มีเรื่องที่น่ายินดี ที่คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตจังหวัดสกลนคร ได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงแกะเนื้อขึ้นในเขตภาคอีสานตอนบน เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2545 ศึกษาวิจัยสมรรถภาพทางการผลิตของแกะ ในระบบการเลี้ยงแบบปล่อยแทะเล็มในทุ่งหญ้าเขตร้อนของ จ.สกลนคร โดยนำแกะลูกผสมระหว่างพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์ดอร์เปอร์เข้ามาเลี้ยงเพื่อศึกษาอัตราการเจริญเติบโต

ปัจจุบัน อ.วัชรวิทย์ มีหนองใหญ่ ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์แกะเพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นและง่ายต่อการจัดการ โดยใช้พ่อพันธุ์แกะซานตาอิเนส (นำเข้า จากประเทศบราซิล จัดเป็นแกะขนาดใหญ่ เพศผู้เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักถึง 80-90 กิโลกรัม เพศเมีย 60 กิโลกรัม ใช้เพื่อ ทำการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์แกะเนื้อ ให้มีการเจริญเติบโตดี) เข้ามาปรับปรุง สายพันธุ์เป็นลูกผสมสามสายเลือดโดยนำ มาผสมพันธุ์กับลูกผสมพื้นเมืองกับดอร์เปอร์ ได้แกะขุนสายพันธุ์ใหม่ที่มีหลายสี ไม่มีเขา หน้าโค้งนูน ขนบริเวณซี่โครงและท้องมีลักษณะคล้ายพันธุ์ซานตาอิเนสและขนบริเวณแนวสันหลัง จะมีลักษณะหนาและเมื่อเลี้ยงจนมีอายุ ได้ 9 เดือน น้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 16 กิโลกรัม ปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้พัฒนาการเลี้ยงแกะลูกผสมสามสายเลือดเข้าสู่ระบบการเลี้ยงขุนเพื่อให้ผลตอบแทนได้เร็วขึ้น

อ.วัชรวิทย์ยังได้อธิบายวิธีการเลี้ยงแกะโดยทั่วไปจะมี 2 แบบใหญ่ ๆ คือ การเลี้ยงแบบปล่อยแทะเล็มในแปลงหญ้า และการเลี้ยงแบบขุนในคอก ซึ่งการเลี้ยง แบบปล่อยแทะเล็มในแปลงหญ้าจะมีข้อดีตรงที่ช่วยประหยัดต้นทุนในเรื่องอาหาร โดยจะมีการปล่อยเลี้ยงแกะในช่วงเวลา เช้าประมาณ 2 ชั่วโมง และช่วงบ่ายอีก ประมาณ 2 ชั่วโมง แกะเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมแทะเล็มเฉพาะยอดหญ้าไปเรื่อย ๆ ไม่อยู่กับที่ แต่ในช่วงฤดูร้อนจะต้องระวังเรื่อง ท้องอืด อีกทั้งจะต้องคอยระวังสุนัขมากัดแกะด้วย

มีข้อเสียของการเลี้ยงแบบปล่อย คือช่วงฤดูแล้งหญ้ามักจะขาดแคลนและหาได้ยาก สำหรับการเลี้ยงแบบขุนในคอก จะทำให้แกะเจริญเติบโตเร็วแต่มีต้นทุนในเรื่องอาหารสูงขึ้น ถ้าเป็นไปได้เพื่อเป็นการลดต้นทุนเรื่องอาหาร สูตรอาหารที่จะนำมาใช้เลี้ยงจะต้องหาง่ายในท้องถิ่น เช่น เปลือกและกากมันสำปะหลังที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในสูตรอาหารเพื่อลดต้นทุนการผลิตและสามารถใช้ได้ทั้งรูปของการหมัก (ฤดูฝน) และรูปแบบตากแห้ง (ฤดูแล้ง)

สำหรับช่องทางการตลาดแกะเนื้อนั้นยังมีความสดใส ตลาดใหญ่อยู่ที่ภาคใต้, ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นชาวมุสลิม.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

การเลี้ยงเป็ดในโรงเรือนระบบปิด

3 comments July 23rd, 2009

การเลี้ยงเป็ดในโรงเรือนระบบปิด
ใช้เทคโนฯ เลี้ยงเป็ดระบบปิด อีกก้าวธุรกิจ เอส.ที.ดี.เจริญฟาร์ม
การใช้โรงเรือนระบบปิด หรืออีแวป ในการเลี้ยงสัตว์ปีกอย่างเช่น ไก่ แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สำหรับการเลี้ยงเป็ดกระทงเพิ่งมีเป็นครั้งแรก หลังบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีการเลี้ยงจากอิสราเอลมาใช้กับบริษัทคู่ค้าเลี้ยงเป็ดในโรงเรือน และใช้ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการเลี้ยงในทุกขั้นตอนและสามารถตรวจสอบย้อนกลับ ได้ จนเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“เราลงทุนกับธุรกิจนี้ประมาณ 85 ล้าน กู้จากธนาคาร 30% และเงินส่วนตัวอีก 70% มีทั้งหมด 16 โรงเรือน โรงเรือนละ 12,000 ตัว รวม 192,000 ตัว ทางซีพีเอฟมีการประกันราคาเป็ดของเราเอาไว้ที่กิโลกรัมละ 47.67 บาท โดยมีต้นทุนต่อตัว 95 บาท รายได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจะได้กำไรตัวละ 2 บาท คาดจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 7 ปี”

อนุชา จิรายุสกมล ผู้บริหารทายาทรุ่นที่ 2 ของ เอส.ที.ดี.เจริญฟาร์ม เลขที่ 1 หมู่ 7 ต.บ่อทอง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี มองโอกาสทางธุรกิจในการเลี้ยงเป็ดกระทงด้วยระบบโรงเรือนปิด โดยก่อนที่จะเข้าร่วมเป็นบริษัทคู่ค้าของซีพีเอฟ ได้รับความเสียหายในการเลี้ยงเป็ดไม่ต่ำกว่า 5% เนื่องจากเป็นการเลี้ยงแบบฝากทุ่ง แต่หลังจากที่เข้ารับคำแนะนำและร่วมเซ็นสัญญากับซีพีเอฟ ทำให้อัตราความเสียหายลดลงไม่เกิน 2.5%

เขายอมรับว่า การตัดสินใจลงทุนฟาร์มเลี้ยงเป็ดในครั้งนี้เป็นเพราะมองเห็นโอกาสอันดีใน ธุรกิจและเชื่อมั่นในเทคโนโลยีการเกษตรที่ซีพีเอฟถ่ายทอดให้อย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเป็ดด้วยคอมพิวเตอร์ การปฏิบัติตามหลักเอลนิมอล เวลแฟร์ ระบบการป้องกันโรค รวมถึงการติดตามให้คำปรึกษา ตลอดจนการประกันราคาผลผลิต ทำให้ฟาร์มเลี้ยงเป็ดมีความเสี่ยงน้อยลง

สำหรับวิธีการเลี้ยงนั้นจะมีการส่งอาหารจากไซโลเก็บอาหารเป็ดความจุ 7 ตัน จำนวน 2 ใบต่อ 1 โรงเรือนตลอดเวลา เพื่อให้เป็ดมีการเจริญเติบโตเร็ว โดยมีพนักงานคอยดูแลโรงเรือนละ 1 คน และพนักงานทั่วไปอีกจำนวน 27 คน ซึ่งระยะเวลาในการเลี้ยงจะแบ่งเป็น 4 ระยะ โดยระยะแรกใช้เวลา 6-7 วัน หรือ 8-9 วัน โดยจะมีพนักงานคอยให้อาหาร 3 เวลาและมีการสุ่มตรวจน้ำหนัก ส่วนระยะที่ 2 ใช้เวลา 30 วัน มีพนักงานเข้าไปตรวจภายในโรงเรือนเพียงแค่วันละ 2 ครั้ง คือ เช้าและเย็น

ส่วนระยะที่ 3 ใช้เวลา 10-14 วัน ซึ่งเป็นระยะที่เป็ดได้รับการฉีดวัคซีน โดยผู้เลี้ยงต้องมีการตรวจเช็กดูว่าเป็ดมีการแพ้วัคซีนที่ฉีดให้หรือไม่ จากนั้นจึงเข้าสู่ระยะสุดท้าย ใช้เวลาประมาณ 30-40 วัน ซึ่งเป็นระยะที่อันตรายที่สุดของการเลี้ยงเป็ด เพราะหากเป็ดเกิดป่วยหรือได้รับความเสียหายก็จะทำให้ผู้เลี้ยงขาดทุนทันที

ขณะที่ ดวงมนู ลีลาวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านกิจการไก่กระทงและเป็ดกระทง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ระบุว่าซีพีเอฟถือผู้นำในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่มีเทคโนโลยีการ ผลิตชั้นสูง มีมาตรฐานในระดับสากลและด้วยแนวคิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่เกษตรกร ตลอดจนผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ส่งวงการปศุสัตว์ไทย ทำให้ซีพีเอฟมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่บริษัทมีอยู่ให้แก่เกษตรกรและ ผู้ประกอบการ สร้างผลผลิตป้องโรงงานแปรรูป

“ในอดีตที่ผ่านมาซีพีเอฟมีการส่งเสริมการเลี้ยงเป็ดสู่เกษตรกรรายย่อย เป็นจำนวนมาก โดยใช้วิชาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาปรับปรุงกระบวนการเลี้ยง ภายใต้โครงการซีพีเอฟพัฒนาสู่ระบบฟาร์มปิดตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤติไข้หวัดนกในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฟาร์มของเกษตรกรเหล่านี้จึงไม่มีปัญหาได้รับผลกระทบแต่อย่างใด” ดวงมนู กล่าว

ปัจจุบันซีพีเอฟมีผลผลิตเป็ดกระทงทั้งหมดจำนวน 4 แสนตัวต่อสัปดาห์ เป็นผลผลิตที่เกิดจากฟาร์มเป็นของบริษัทเองจำนวน 10 ฟาร์ม ฟาร์มของเกษตรกรรุ่นใหม่อีก 10 ฟาร์มและอีกส่วนหนึ่งเป็นเป็ดจากฟาร์มของเกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงในโรงเรือน ระบบปิดนั่นเอง

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk