Archive: ‘ข่าวประมง’ Category

การให้อาหารปลาทอง

2 comments November 30th, 2010

การเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้อง
การเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้อง

มีการเปรียบเปรยกันว่า “ปลาทองนั้นมีลีลาในการแหวกว่ายน้ำพลิ้วไหวดั่งชายกิโมโนของสาวญี่ปุ่นยามโบกสะพัด” ซึ่งมีความหมายว่าในส่วนของช่วงโคนหางหรือที่เรียกว่าตะโพกของปลาทองนั้นในตอนที่ว่ายน้ำนั้นดูสวยงาม ดูปราดเปรียวและมีชีวิตชีวา หลายคนยังไม่ทราบว่าชาติแรกที่ทำการเลี้ยงปลาทองและเพาะผสมพันธุ์คือ ชาวจีน เมื่อช่วงระหว่างปี พ.ศ.1704-2093 ซึ่งนิยมเลี้ยงในหมู่ของขุนนางในราชสำนัก

คุณสมเกียรติ นาคโคตร ชาวจังหวัดนนทบุรี มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาทองมานานได้เล่าถึงการเลี้ยงปลาทองในบ้านเราว่าปลาทองที่นิยมเลี้ยงจะแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์คือ ปลาทองพันธุ์หัวสิงห์ที่ได้ฉายาว่า “ราชาแห่งปลาทอง” ลักษณะเด่นตรงบริเวณหัวจะมีก้อนเนื้อหุ้มอยู่คล้ายกับสวมหัวโขน ในขณะที่อีกสายพันธุ์หนึ่งคือปลาทองพันธุ์ออเรนดา ซึ่งมีลักษณะลำตัวค่อนข้างยาว ครีบหางอ่อนช้อยเป็นพวง

คุณสมเกียรติได้มีคำแนะนำสำหรับมือใหม่ที่เริ่มเลี้ยงปลาทองที่ถูกต้องและให้ปลาทองมีสุขภาพที่แข็งแรง มีสีสันสดใส ประการแรกจะดูที่สถานที่เลี้ยงและภาชนะที่ใช้เลี้ยง ซึ่งโดยทั่วไปภาชนะที่นิยมเลี้ยงจะเป็นอ่างซีเมนต์และตู้กระจกสี่เหลี่ยม ถ้าเลี้ยงในตู้กระจกควรเลือกขนาดของตู้กระจกที่มีความจุของน้ำอย่างน้อย 40 ลิตร ซึ่งจะใช้เลี้ยงปลาทองขนาดกลางได้ประมาณ 12 ตัว เพื่อให้มีที่ว่างมากพอที่จะตกแต่งพันธุ์ไม้และติดตั้งปั๊มอากาศ ส่วนการเลี้ยงปลาทองในอ่างซีเมนต์ซึ่งเลี้ยงอยู่นอกบ้านจะต้องคำนึงถึงแสงสว่างจะต้องเป็นสถานที่ไม่อับแสง ถ้าแสงมากเกินไปควรใช้ตาข่ายพรางแสงประมาณ 60% ปิดปากบ่อสภาพของบ่อเลี้ยงควรสร้างให้ลาดเอียงเพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำในแต่ละครั้ง ศัตรูของปลาที่สำคัญคือ แมวและนก เป็นต้น

ส่วนการให้อาหารแก่ปลาทองแนะนำว่าให้ อาหารสำเร็จรูปวันละ 1-2 ครั้ง อาหารเสริมจะให้ลูกน้ำและหนอนแดง ในการดูความอ้วนและความแข็งแรงของตัวปลาจะต้องมองที่ความกว้างของลำตัวและจะต้องสังเกตโคนหางร่วมกัน ลักษณะปลาที่ตัวใหญ่หรืออ้วนนั้นให้สังเกตบริเวณโคนหางจะใหญ่แข็งแรงและมีความสมดุลกับตัวปลาและเมื่อมองจากมุมด้านบนสังเกตจากความกว้างของลำตัวจะต้อง มีความอ้วนหนาและบึกบึนมีโคนหางที่ใหญ่แข็งแรงนอกจากนั้นจะต้องดูการเรียงแถวของเกล็ดควรจะมีการเรียงเป็นแนวเดียวกัน ไม่กระจัดกระจายออกจากแถวเมื่อมองดูแล้วมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเนียนตา สีบนตัวปลาจะต้องมีสีสดเข้มมองดูแล้วสะดุดตาไม่ว่าลำตัวจะมีสีแดงหรือสีขาว

ความสำเร็จของการเลี้ยงปลาทองจะดูได้จากลักษณะโดยรวมของปลาทั้งส่วนหัว, ลำตัว และหาง.

การเลี้ยงปูดำในตะกร้า

No comments November 24th, 2010

การเลี้ยงปูดำในตะกร้า

“ปูดำ” เป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่าสัตว์น้ำประ เภทอื่น ปัจจุบันปูดำกำลังได้รับความนิยมในการบริโภคสูง การจับปูดำจากธรรมชาติอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคทำ ให้ราคาในท้องตลาดค่อนข้างสูงโดยเฉพาะปูไข่ ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ ประมาณ 250-350 บาท ฉะนั้น การที่ภาครัฐได้ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงปูดำเพื่อทดแทนการจับจาก ธรรมชาติจะเพียงพอต่อความต้องการของตลาดได้ และจะช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

โดยล่าสุดทางกรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดปัตตานี ได้เล็งเห็น ศักยภาพของราษฎรในพื้นที่ชุมชนบาลา ดูวอ หมู่ที่ 2 ตำบลบางปู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ในการเพาะขยายพันธุ์ปูดำ จึงได้เข้าไปส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงปูดำในตะกร้าแก่เกษตรกรซึ่งดำเนินการมา ตั้งแต่ ปี 2550 จนถึงปัจจุบันมีการรวมกลุ่มโดยมีสมาชิกจำนวน 24 ราย สามารถสร้างรายได้เฉลี่ยให้แก่ชุมชนได้ประมาณ 7,000-10,000 บาทต่อเดือน

สำหรับการเลี้ยงปูดำ ทางสำนักงานประมงจังหวัดปัตตานีแนะนำว่าควรเลือกทำเลที่เป็นบริเวณชายฝั่ง หรือบริเวณปากแม่น้ำ ไม่มีคลื่นลมแรง กระแสน้ำไม่เชี่ยว ปลอดภัยจากภาวะมลพิษ ส่วนการทำตะกร้าและการทำแพนั้น ตะกร้าที่ใช้จะเป็นตะกร้าพลาสติกมีขนาดประมาณ 40x60x15 เซนติเมตร สำหรับแพใช้ท่อพีวีซีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1-2 นิ้ว ปิดปลายทั้ง 2 ข้าง แล้วต่อให้เป็นแพยาวประมาณ 10-20 เมตร

ใช้ไม้วางพาดขวางยึดท่อให้มีระยะห่างพอดีรองรับกับตะกร้าที่ใช้บรรจุปู ขนาดของตะกร้าที่ใช้บรรจุปูกว้างประมาณ 22 เซน ติเมตร ยาว 30 เซนติเมตร สูงประมาณ 16 เซนติเมตร โดยการเลี้ยงจะใส่ปู 1 ตัวต่อ 1 ตะกร้า ขนาดลูกปูตั้งแต่ 6.0-7.5 เซนติเมตร สำหรับตะกร้าที่ใช้จะเป็นแบบ 2 ใบมาประกบกัน เพื่อป้องกันแสงแดดและความร้อน ที่สำคัญคือป้อง กันไม่ให้ปูหนีออกจาก ตะกร้า ทั้งนี้ตะกร้า ด้าน บนควรเจาะรูไว้สำหรับให้อาหารปูด้วย โดยให้ปลาเป็ดที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 1-2 นิ้ว วันละ 1 ครั้ง

การเลี้ยงปูดำของชุมชนบาลาดูวอ เพื่อการจำหน่ายมี 3 แบบ คือ ปูนิ่ม ปูไข่ และปูเนื้อขนาดใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ปูไข่จะเก็บไว้ เพื่อขยายพันธุ์ ซึ่งจะ มีร้านอาหารในพื้นที่มารับซื้อทุกวัน โดยราคาปูนิ่ม และปูไข่จะจำหน่ายประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท ถ้าเป็นปูขนาด รุ่นจัมโบ้จะจำหน่ายได้ราคามากหน่อย คือ กิโลกรัมละ 270-280 บาท แต่ทางชุมชนจะเก็บปูนิ่มขายเป็นส่วนใหญ่ เพราะใช้ระยะเวลาเลี้ยงเร็ว ประมาณ 2 อาทิตย์ เมื่อปูลอกคราบก็สามารถเก็บจำหน่ายได้แล้ว ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นปูเนื้อ หรือปูไข่ จะใช้ระยะเวลานานกว่า 1 เดือน ขณะนี้ผลผลิตปูดำของชุมชนบาลาดูวอยังจำหน่าย ได้ปริมาณน้อย เนื่องจากเพิ่งเริ่มดำเนินการได้ไม่นาน ทำให้มีปูจำหน่ายไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งขณะนี้ทางชุมชนกำลังเพิ่มปริมาณการเลี้ยงให้มากขึ้น

เกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการเลี้ยงปูดำในตะกร้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดปัตตานี กรมประมง โทรศัพท์ 0-7334-9591,0-7334-9892 ในวันและเวลาราชการ.

ฟาร์มหอยนางรม

No comments May 15th, 2010

ฟาร์ม หอยนางรม
ฟาร์มสเตย์หอยนางรม: แหล่งทำเงินรักษ์ธรรมชาติ

ในการดำเนินกิจการการเกษตรประเภทต่าง ๆ ในปัจจุบันนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการนำวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี รูปแบบเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์และความแปลกใหม่มาสู่กิจการเพื่อความทันสมัยและก้าวล้ำไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าอดีตแต่คงความเป็นเอกลักษณ์ของเกษตรกรไว้อย่างมีคุณค่า

แหล่งเลี้ยงหอยนางรมและหอยแครงที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวบ้านดอน อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี จะห่างจากชายฝั่งประมาณ 3 กิโลเมตร มีเกษตรกรหลายรายดำเนินกิจการหนึ่งในนั้นก็มีนายสมชาย สินมา โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพิสันต์ ประทานชวโน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุทธา สายวาณิชย์ ผอ.สำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน นายสมพร อรุณรัตน์ พัฒนาการจังหวัดสุราษฎร์ธานี และคณะ ได้เข้าไปเยี่ยมชมกิจการของฟาร์ม

โดยฟาร์มแห่งนี้ เป็นหนึ่งในอีกหลาย ๆ ฟาร์มที่ดำเนินการเลี้ยงหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ ในบริเวณอ่าวบ้านดอน ที่มีเนื้อที่กว่าแสนไร่ ครอบคลุม 5 อำเภอของ จ.สุราษฎร์ธานี มีเกษตรกรที่เลี้ยงหอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ มากกว่า 300 ราย โดยแต่ละรายนั้นจะมีการปลูกสร้างขนำ (กระท่อม) กลางทะเลไว้คอยดูแล เฝ้ารักษาหอยนางรม หอยแครง และหอยแมลงภู่ไม่ให้พวกมิจฉาชีพเข้ามา ขโมยในยามวิกาล

นายสมชาย เล่าถึงการเลี้ยงหอยนางรมไว้อย่าง น่าสนใจว่า หอยนางรมดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการดูดน้ำรอบ ๆ ตัวเข้าไปทางด้านหนึ่งและปล่อยทิ้งออกอีกด้านหนึ่ง อาหารและก๊าซออกซิเจนจะเข้าไปพร้อมกับน้ำ อาหารของหอยนางรม ได้แก่ แพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ ตอนสัตว์ที่ล่องลอยอยู่ในน้ำ การเลี้ยงหอยนางรมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้สภาพน้ำ อากาศนั้นคงที่และบริสุทธิ์เพื่อที่จะให้หอยนางรมมีความสมบูรณ์มากที่สุดและเป็นที่ต้องการของตลาด

โดยทั่วไปแล้วการเลี้ยงก็ใช้วิธีการเลี้ยงในกระบะไม้ การเลี้ยงโดยใช้แท่งซีเมนต์ การเลี้ยงโดยใช้หลักไม้ การเลี้ยงโดยใช้หลอดหรือท่อซีเมนต์ และการเลี้ยงแบบพวงอุบะแขวน ซึ่งในแต่ละฟาร์มนั้นมีวิธีการที่เลี้ยงแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และความเชี่ยวชาญของเกษตรกรผู้เลี้ยง โดยฟาร์มของตนนั้นจะมีการเลี้ยงในหลายรูปแบบและมีการอนุรักษ์ธรรมชาติและระบบนิเวศในชุมชนควบคู่กันไปด้วยเพื่อผลผลิตจากฟาร์มและสังคมที่เราอาศัยอยู่

นายสมชาย เล่าต่อว่า ในปี 45 ได้เกิดแนวความคิดที่จะพัฒนาปรับรูปแบบการทำฟาร์มหอยมาเป็นสถานที่เรียนรู้ พักผ่อนหย่อนใจ ภายใต้คำขวัญ “ชิมหอยนางรม ชมขนำกลางทะเล พักฟาร์มสเตย์ มนต์เสน่ห์อ่าวบ้านดอน” โดยวัตถุประสงค์ในการพัฒนาฟาร์มเลี้ยงหอยธรรมดามาเป็นฟาร์มสเตย์นั้น เพื่อเป็นที่พักผ่อนแห่งใหม่ พร้อมกับเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของการทำอาชีพต่าง ๆ ของชาวประมง อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้อาชีพประมงกับสิ่งแวดล้อมป่าชายเลนให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจ

สำหรับรูปแบบการจัดกิจกรรมนั้น ได้มีการนำเยาวชนในท้องถิ่นมาเป็นมัคคุ เทศก์น้อยเพื่อเป็นผู้นำนักท่องเที่ยวชมการสาธิตการเลี้ยงหอยนางรม หอยแมลงภู่ และหอยแครง ขั้นตอนการเลี้ยงจนถึงการเก็บเกี่ยว, การแกะหอยเพื่อการบริโภค รวมถึงการนำนักท่องเที่ยวทำกิจกรรมการวาง อวนเพื่อดักปลา, ปู, กุ้ง, การช้อนปลากระบอก การคราดหอยแครง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการปลูกป่าชายเลนด้วย.

อรุณี วิทิพย์รอด-นพปฏล รัตนพันธ์

การเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในกระชังและในบ่อดิน

No comments May 4th, 2010

ไรน้ำนางฟ้าสิรินธร
การเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธร

ปัจจุบันมีการใช้ไรน้ำนางฟ้าเป็นอาหารคุณภาพสูงสำหรับเร่งสีในการผลิตปลาหมอสีครอสบรีดเพื่อการส่งออกและยังมีการทดลองใช้ไรน้ำนางฟ้าสิรินธรเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกราม พบว่ากุ้งก้ามกรามอายุ 6 เดือนที่ได้รับไรน้ำนางฟ้าสิรินธรเป็นอาหาร 100% เป็นเวลา 2 เดือน มีการเจริญเติบโตและอัตรารอดสูงที่สุด ทำให้ในขณะนี้ได้มีการพัฒนาใช้ประโยชน์จากไรน้ำนางฟ้าเพื่อใช้ทดแทนอาร์ทีเมียและไรน้ำชนิดอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย

สาขาวิชาประมง คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานร่วมกับ สาขาวิชาชีววิทยาคณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมี ผศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร และ ศ.ดร.ละออศรี เสนาะเมือง เป็นผู้ทำการวิจัยและพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมและการจัดการการเพาะเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น, สกลนคร, มหาสารคามและกาฬสินธุ์ ได้พัฒนาระบบการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยและไรน้ำนางฟ้าสิรินธร ซึ่งจัดเป็นไรน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่พบในประเทศไทย

การเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าไทยในบ่อดินที่ระดับความหนาแน่น 1 ล้านตัวต่อไร่และในกระชังที่ระดับความหนาแน่น 2,500 ตัวต่อตาราง เมตร สำหรับการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในบ่อดินจะใช้ความหนาแน่น 2 ล้านตัวต่อไร่และในกระชังที่ระดับความหนาแน่น 5,000 ตัวต่อตารางเมตร พบว่าสามารถพัฒนาการเลี้ยงไรน้ำทั้ง 2 ชนิดได้ในทุกจังหวัดที่ได้กล่าวมา โดยการเลี้ยง ในบ่อดินจะให้ผลผลิตรวมสูงกว่าการเลี้ยง ในกระชัง แต่การเลี้ยงในกระชังพบข้อดีตรงที่การจัดการและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่ายกว่าในบ่อดิน

ปัจจุบันได้มีตัวอย่างเกษตรกรที่มีการเลี้ยงไรน้ำนางฟ้าสิรินธรในบ่อดินร่วม กับการอนุบาลลูกปลาน้ำจืดเศรษฐกิจ หลายชนิด พบว่าลูกปลาที่อนุบาลในบ่อดินร่วมกับไรน้ำนางฟ้านั้นลูกปลามีการเจริญเติบโตดีและอัตรารอดตายสูงมาก อีกทั้งสามารถลดการใช้อาหารสำเร็จรูปในการอนุบาลลูกปลาได้มากกว่า 50% ส่วนวิธีการเลี้ยงไรน้ำในบ่อดินพบว่าการใช้มูลไก่ในอัตรา 70 กิโลกรัมร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 ในอัตรา 10 กิโลกรัม ต่อไร่ต่อสัปดาห์ จะได้ผลผลิตไรน้ำนางฟ้าสิรินธรสูงที่สุดคือเฉลี่ย 50-80 กิโลกรัม ต่อไร่

แต่ถ้าในบางช่วงเวลาที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพงสามารถใช้ปุ๋ยมูลไก่เพียงอย่างเดียวได้ นอกจากนั้นยังพบว่าไรน้ำนางฟ้าสิรินธรจะเลี้ยงได้ตลอดทั้งปียกเว้นในช่วงที่มีอากาศหนาวจัด โดยการเลี้ยงในช่วงฤดูร้อนไรน้ำนางฟ้าสิรินธรจะมีการเจริญเติบโตดีกว่าฤดูฝนและฤดูหนาวตามลำดับ.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ปลาปิรันย่า

No comments May 4th, 2010

ปลาปิรันย่า
ครอบครองปลาปิรันย่า

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมประมงได้เข้าทำการตรวจสอบสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี หลังทราบข้อมูลจากการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ว่ามีการจัดแสดงปลาปิรันย่า ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีการจัดแสดงปลาปิรันย่า จำนวน 8 ตัว โดยถือว่ามีความผิดตามพ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2490 มาตรา 53 จึงได้แจ้งข้อหา และนำของกลางส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปลาปิรันย่าจัดเป็นปลาน้ำจืดที่อยู่ในสกุลเซอร์ราซัลมัส สกุลรูสเวลทิเอลลา และสกุล ไพโกเซนทรัส มีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้และแอฟริกา มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ เมื่อกินอาหารจะใช้วิธีล่าโดยการพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วแล้วรุมกัดแทะ จนถูกขนานนามว่า “เพชฌฆาตแห่งลุ่มน้ำจืด” ซึ่งปลาชนิดนี้สามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในพื้นที่เขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย หากหลุดรอดลงไปในแหล่งน้ำธรรมชาติจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างมาก เพราะนอกจากจะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำพื้น เมืองแล้ว ยังเป็นการคุกคามต่อความหลากหลายทางชีวภาพจนก่อให้เกิดความสูญเสียทางสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสุขอนามัย รวมทั้ง เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประชาชนที่ลงไปใช้ประโยชน์ในแหล่งน้ำอีกด้วย

ปลาปิรันย่ากินเนื้อเป็นอาหาร มักอยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ พบในแม่น้ำอเมซอน ทวีปอเมริกาใต้มีฟันที่แหลมคมกินเนื้อของสัตว์ที่ตกลงไปอยู่ใกล้ที่อยู่ของมันเป็นอาหาร แต่ถ้าไม่มีสัตว์อะไรเลยตกลงไปใน ที่อยู่ของมันมันก็จะกินปลาในแม่น้ำเป็นอาหาร เป็นปลาที่อันตรายชนิดหนึ่ง ที่ทั่วโลกรู้จักดี ชนิดที่ดุร้ายมาก ได้แก่ ปิรันย่าแดง

ปลาปิรันย่าแดง หรือปิรันย่าท้องแดง อยู่ในวงศ์ปลาคาราซิน กรามล่างยื่นยาวออกมาเห็นได้ชัด ภายในปากมีฟันแหลมคม เกล็ดมีขนาดเล็กมีสีแดงอมชมพูแวววาวดูเหมือนกากเพชร ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 33 เซนติเมตร หนักราว 3.5 กิโลกรัม มีถิ่นกำเนิดที่ลุ่มแม่น้ำอเมซอน บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของบราซิลและปารากวัย มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ว่ายน้ำและล่าเหยื่อด้วยความรวดเร็วและดุดัน จึงขึ้นชื่อว่าเป็นปลาที่ดุร้ายสามารถจู่โจมสัตว์ที่มีขนาดใหญ่กว่าได้

ในวัยอ่อน จะมีจุดกลมสีแดงกระจาย อยู่ทั่วตัว และจุดเหล่านั้นจะเล็กลงเมื่อปลาโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ปลาตัวเมียวางไข่ได้ทีละ 6,000 ฟอง และเป็นปลาที่มีความอดทนมาก สามารถมีชีวิตอยู่บนบกที่ไม่มีน้ำได้นานถึง 2 ชั่วโมง เป็นปลาที่ขี้ตกใจ จึงต้องอยู่รวมเป็นฝูงใหญ่เพื่อที่จะโจมตีเหยื่อ

สำหรับประเทศไทย ปลาปิรันย่าถือเป็นสัตว์น้ำที่ห้ามมิให้มีไว้ในครอบครอง หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร หรือนำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดตาม พ.ร.บ.การประมง มาตรา 53 และมีโทษตามมาตรา 67 ทวิ คือต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนสองหมื่นบาท หรือ จำคุกไม่เกิน 6 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

“กรมประมงขอให้ประชาชนทุกคนตระหนักถึงความเป็นอันตรายในการเลี้ยงสัตว์น้ำต่างถิ่น โดยเฉพาะปลาปิรันย่า หากพบเห็นหรือมีข้อมูลเกี่ยวกับการลักลอบเพาะเลี้ยง สามารถแจ้งได้ที่กรมประมง โทร. 0-2561-4689 หรือสำนักงานประมงจังหวัดทั่วประเทศ” อธิบดีกรมประมงกล่าว.