การเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล

Add a comment August 31st, 2009

โฆษณา

ปลานวลจันทร์ทะเล
เลี้ยงนวลจันทร์ทะเลเชิงพาณิชย์ อีกหนึ่งทางเลือกชาวประมงชายฝั่ง

กว่า 30 ปีที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ได้รวบรวมลูกปลา นวลจันทร์ทะเลจากธรรมชาติมาทดลองเลี้ยงไว้ในบ่อดินเพื่อรวบรวมไว้เป็นพ่อแม่ พันธุ์ พร้อมทั้งร่วมกับกองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำในการพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์ ปลานวลจันทร์ทะเลในรูปแบบต่างๆ อาทิ ปลานวลจันทร์รมควัน ปลาก้างนิ่ม ปลาต้มเค็ม-ต้มหวานบรรจุกระป๋อง ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีรสชาติดีและสะดวกในการบริโภค แต่เนื่องจากเกษตรกรไม่มีการเลี้ยงอย่างต่อเนื่องจึงยังไม่สามารถพัฒนาผล ผลิตไปสู่เชิงพาณิชย์ได้

“ตอนนี้มีกำลังดูอยู่ 2 แนวทางคือส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงแล้วนำมาแปรรูปเองเพื่อพัฒนาเป็นโอท็อป ของจังหวัด ทำแบบครบวงจรไปเลย เพราะถ้าขายปลาเป็นๆ ราคาจะถูกมาก จึงต้องนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือไม่ก็ส่งเสริมให้มีการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ป้อนโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป เพื่อการส่งออก เพราะปลาชนิดนี้เป็นที่ต้องการของต่างประเทศมากโดยเฉพาะไต้หวัน จีนและประเทศในแถบยุโรป”

จินตนา นักระนาด ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลแก่ชาวบ้าน โดยเน้นในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นหลัก เนื่องจากปลาชนิดนี้พบมากในบริเวณแถบชายฝั่งทะเลของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ง่ายในการส่งเสริมเป็นอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน สอดรับกับนโยบายของกรมประมงที่มุ่งเน้นการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลานวลจันทร์ ทะเลอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา โดยมีหน่วยงานต่างๆ ภายใต้สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งได้ให้ความร่วมมือในการพัฒนาอาหาร สำหรับพ่อแม่พันธุ์ ตลอดจนเทคนิคการเพาะฟักและอนุบาล โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์เป็นหน่วยงานหลักในการ ผลิตไข่และลูกปลาแรกฟักให้แก่ศูนย์วิจัยต่างๆ และสถานีอื่นๆ นำไปทดลองอนุบาลและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงให้แก่เกษตรกรที่สนใจต่อไป

ผู้อำนวยการศูนย์คนเดิมระบุอีกว่า สาเหตุที่เกษตรกรไม่นิยมเลี้ยงในช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากราคารับซื้อปลาชนิด นี้ในท้องตลาดมีราคาต่ำเฉลี่ยระหว่าง 18-25 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันมีนักธุรกิจชาวไต้หวันได้เข้ามาลงทุนเลี้ยงอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยนำเข้าลูกพันธุ์จากไต้หวันมาเลี้ยงที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์แล้วส่งปลาขนาด 500-1,000 กรัมไปขายที่ตลาดมหาชัย สนนราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท รวมถึงการใช้ปลานวลจันทร์เป็นเหยื่อในการตกปลาทูน่า ทำให้การเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลเริ่มได้รับความสนใจจากเกษตรกรมากขึ้น

ด้าน ฐานันดร์ ทัตตานนท์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมงเปิดเผยว่า ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์มีพ่อแม่พันธุ์ปลา นวลจันทร์ทะเลอายุ 6-7 ปี ขุนเลี้ยงไว้ในบ่อดินประมาณ 200 ตัว นอกจากนี้ยังมีปลาวัยรุ่นขนาดต่างๆ ตั้งแต่ 250-300 กรัมไปจนถึงขนาด 0.5-1 กิโลกรัม รวบรวมเลี้ยงไว้เพื่อคัดเลือกเป็นพ่อแม่พันธุ์รุ่นต่อๆ ไปอีกจำนวนไม่น้อยและยังมีหน่วยงานอื่นๆ อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งฉะเชิงเทรา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาประมงอ่างคุ้มกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี และศูนย์วิจัยและทดสอบพันธุ์สัตว์น้ำเพชรบุรี เป็นต้น ทำให้กรมประมงมีความพร้อมในการที่จะศึกษาพัฒนาการเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลได้ เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ยังได้ร่วมกับ กองพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำจืดฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปปลา นวลจันทร์ทะเล ทั้งวิธีการถอดก้างปลา ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในประเทศฟิลิปปินส์ การทำปลาก้างนิ่มรมควันเพื่อทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มในปลานวลจันทร์ทะเล ตลอดจนการพัฒนาแปรรูปวิธีต่างๆ เช่น ปลานวลจันทร์ทะเลต้มเค็ม ไส้กรอกปลาและชิ้นปลาเพื่อเป็นแนวทางและส่งเสริมการตลาดต่อไป

“บู่-นวลจันทร์” งานวิจัยประมง สู่อาชีพทำเงินของเกษตรกร
หากติดตามข่าวคราวงานวิจัยของกรมประมงจะพบว่ามีสัตว์น้ำหลายตัวที่ กรมประมงพยายามผลักดันให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจมีอนาคต เพระานอกจากช่วยสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรที่สนใจ บางชนิดยังส่งออกทำเงินเข้าประเทศได้ด้วย และหนึ่งในจำนวนนี้ก็มี “ปลาบู่ และปลานวลจันทร์” ที่ขณะนี้กรมประมงพยายามผลักให้มีการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากมองว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีอนาคต

โดยปลาบู่นั้น ขณะนี้กรมประมงได้ทดลองศึกษาวิธีอนุบาลลูกปลาบู่วัยอ่อน ขยายพันธุ์ปลาบู่ เพื่อปั้นเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ หากสำเร็จจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพของเกษตรกร ทั้งยังสามารถนำรายได้เข้าสู้ประเทศได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งประเด็นนี้อธิบดีกรมประมง “ดร.สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์” บอกว่า ขณะนี้มีนโยบายให้นักวิชาการศึกษาและวิจัยทดลองขยายพันธุ์ปลาบู่ เพื่อเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประกอบอาชีพสำหรับประชาชนอันจะนำรายได้ที่ มั่นคงมาสู่ครอบครัว

เนื่องจากปลาบู่เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และจีน เพราะเป็นปลาเนื้อขาวที่มีรสชาติอร่อย เนื้อนุ่มฟู เหนียว ไม่เละ เฉกเช่นเดียวกับปลาสำลี จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ปัจจุบันปลาที่มีขายกันอยู่นั้นเป็นปลาที่จับได้จากธรรมชาติทั้งสิ้น ถึงแม้ว่ากรมประมงจะประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาบู่ และปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติแล้วก็ตาม แต่สำหรับการอนุบาลลูกปลาบู่วัยอ่อนให้มีชีวิตรอดนั้นยังมีจำนวนไม่มากพอที่ จะสามารถขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้

เช่นเดียวกับปลานวลจันทร์ เป็นปลาทะเลแต่มาเจริญเติบโตดีในน้ำจืด ซึ่งขณะนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ประสบผลสำเร็จใน การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลานวลจันทร์เพื่อจะนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรที่ สนใจเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ต่อไป โดย คุณฐานันดร์ ทัตตานนท์ ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ เผยว่า ปลานวลจันทร์ทะเลนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่ปี 2508 เมื่อได้ทอดพระเนตรปลาชนิดนี้ที่สถานีประมงคลองวาฬ (ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน) ดังปรากฏในพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2544 ความตอนหนึ่งว่า

“ได้ไปที่ประจวบคีรีขันธ์ที่คลองวาฬ ซึ่งมีสถานีประมงที่คลองวาฬเขาเลี้ยงปลาเป็นปลาทะเลเรียกว่าปลานวลจันทร์ เขาจับปลานวลจันทร์ตัวเล็กๆ เอามาขาย และสำหรับเลี้ยงในบ่อ ซึ่งถ้าเลี้ยงในบ่อน้ำมันจืดลง ปลานั้นก็เติบโตได้ เป็นอันว่าจะเป็นอาชีพสำหรับชาวบ้านได้ เราซื้อให้เอาไปปล่อยในอ่างเก็บน้ำก็เห็นเติบโตดี ปีหนึ่งขายได้เงินเป็นหลายแสน ถ้าสมมติว่าไปซื้อมาแล้วมาปล่อย แล้วก็ดูแลและถึงเวลาก็ขายก็เป็นอาชีพที่ดี”

ดังนั้นปลาเศรษฐกิจมีอนาคตอย่าง ปลาบู่และปลานวลจันทร์ จึงน่าจะเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรที่สนใจในอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้เป็น อย่างดี

สุรัตน์ อัตตะ
komchadluk


โฆษณา
  1. No comments yet.Be the first ?
  1. No trackbacks yet.
Comments feed