พื้นที่โฆษณา

จอกหูหนูยักษ์
จอกหูหนูยักษ์ สวยแต่มีภัย

จอกหูหนูยักษ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบร้อนทวีปอเมริกา เป็นวัชพืชที่เป็นภัยร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก และระบาดไปทุกทวีปทั่วโลก ได้แพร่เข้ามาในเอเชียครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 ที่ประเทศศรีลังกา หลังจากนั้นได้ขยายพื้นที่ปกคลุมออกไปอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นวัชพืชร้ายแรงในนาข้าว ในสหรัฐอเมริกา ได้จัดจอกหูหนูยักษ์เป็นวัชพืชร้ายแรงและห้าม นำเข้า ซึ่งในพื้นที่ที่ระบาดหลายแห่งต้องเสียค่า ใช้จ่ายในการควบคุมและกำจัดออกจากแหล่ง น้ำ เฉพาะในมลรัฐลุยเซียนาเพียงแห่งเดียว ประมาณการค่าใช้จ่ายในการควบคุมมากกว่า 9,950 ล้านบาท โดยเป็นค่าสารเคมีควบคุมวัชพืชประมาณ 1,600 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอย่างอื่น กล่าวโดยรวมแล้วมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 17,600 ล้านบาท

ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จอกหูหนูยักษ์ร้ายยิ่งกว่าผักตบชวา เนื่องจากเจริญเติบโตรวดเร็ว เพิ่มปริมาณเป็น 2 เท่าได้ในเวลา 2-4 วัน ถ้าอยู่ในสภาพที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโต สามารถเพิ่มมวลเป็น 2 เท่าภายในเวลา 7-10 วัน จากหนึ่งตันสามารถเจริญเติบโตปกคลุมพื้นที่ถึง 64,750 ไร่ ในเวลา 3 เดือน ได้น้ำหนักถึง 64 ตันต่อไป ซึ่งใกล้เคียงกับผักตบชวา

จอกหูหนูยักษ์ มีลักษณะที่เด่น คือ ใบมีขนฟู เวลามองเห็นจะมีสีเขียว ขาวนวล ซึ่งทำให้บางคนมองเห็นความสวยงาม จึงนำเข้ามาปลูกเลี้ยงเป็นไม้ประดับและเผยแพร่กันออกไป แท้ที่จริงแล้วเป็นพืชอันตรายอย่างคาดไม่ถึง…

ดร.ศิริพร เล่าถึงอันตรายของจอกหูหนูยักษ์ว่า เนื่องจากจอกหูหนูยักษ์เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้รวดเร็วมาก ถ้าเรานำพืชตัวนี้มาทิ้งไว้ในแหล่งน้ำ 1 ตัน ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ก็จะสามารถครอบคลุมแหล่งน้ำทั้งหมด การขยายพันธุ์ คือการแตกยอดใหม่จากซอกใบของต้นเดิม และเนื่องจากลำต้นเล็กมากและหักง่าย เมื่อต้นหักออกไปและมีใบติดไปด้วย ก็จะสามารถสร้างยอดขึ้นมาใหม่และเจริญเติบโตได้รวดเร็ว เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็ขยายตัวอย่างหนาแน่นปกคลุมผิวน้ำทั้งหมด ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงไปถึงพื้นน้ำเบื้องล่างได้ ทำให้พืชน้ำที่อยู่ข้างล่างไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ จึงทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลงมาก จนเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ ประกอบกับการย่อยสลายของจอกหูหนูยักษ์ที่ตายทับถมกัน ก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง โดยความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในแหล่งน้ำจะตายหมด สัตว์ที่อยู่ภายใต้การปกคลุมของจอกหู หนูยักษ์อหาจจะสูญพันธุ์ไป และเมื่อทั้งสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณที่อยู่ใต้น้ำตายทับถมลงสู่ท้องน้ำก็จะทำ ให้ตื้นเขินและน้ำเน่าเสีย มนุษย์ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนั้นได้

ในปี พ.ศ. 2550-2551 กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ได้จัดทำโครงการติดตามเฝ้าระวังการระบาดและการจัดการจอกหูหนูยักษ์ศัตรูพืช กักกันของประเทศไทย ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้พิจารณาเห็นว่า จอกหูหนูยักษ์เป็นศัตรูพืชกักกันชนิดหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้วัชพืชตัว นี้เข้ามาในประเทศไทย จึงให้จัดทำโครงการติดตามเฝ้าระวังการระบาดและการจัดการจอกหูหนูยักษ์ศัตรู พืชกักกันของประเทศไทย ซึ่งสนับสนุนโดยเงินรายได้จากการดำเนินงานวิจัยด้านการเกษตรของกรมวิชาการ เกษตร ทำการสำรวจและเฝ้าระวังจอกหูหนูยักษ์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ประเทศไทยมีพืชสกุลนี้อยู่ 2 ชนิด คือ จอกหูหนู และ แหนใบมะขาม เป็นเฟิร์นน้ำที่ พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำจืดหรือในน้ำนิ่งและในนาข้าว ลักษณะเป็นแพลอยเหนือผิวน้ำ ขอบใบค่อนข้างห่อเข้าหากันเป็นกรวยคล้ายหูหนู จึงเป็นพืชที่ตั้งชื่อตามลักษณะที่เห็น แต่จอกหูหนูในบ้านเราเป็นพืชท้องถิ่น ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม มีศัตรูธรรมชาติอยู่แล้ว จะตายไปเองตามฤดูกาล การเจริญเติบโตไม่รวดเร็วเหมือนจอกหูหนูยักษ์ จึงไม่เป็นพิษเป็นภัยแต่อย่างไร

ดังนั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงและป้องกันมิให้จอกหูหนูยักษ์ระบาดเป็นปัญหาใน ประเทศไทย หากผู้ใดพบเห็นและสงสัยว่าจะเป็นจอกหูหนูยักษ์ ให้รีบกำจัดออกจากแหล่งน้ำโดยเร็วที่สุดก่อนที่จะเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ ออกไปอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อช้อนออกมาแล้วต้องนำ มาตากให้แห้งและเผาทิ้งเพื่อมิให้มีการนำไปปลูกอีกต่อไป หากไม่สามารถกำจัดเองได้ และไม่แน่ ใจว่าจะใช่จอกหูหนูยักษ์หรือไม่ หรือต้องการข้อมูล เพิ่มเติม สอบถามได้ที่กลุ่มวิจัยวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-2940-7409 โทรสาร 0-2579-4230.

นวลศรี โชตินันทน์
dailynews

 Leave a Reply

(required)

(required)

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

   
© 2012 ข่าวเกษตร Suffusion theme by Sayontan Sinha