
วิธีป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ที่ระบาดอย่างแรง
ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากไนจีเรียและบราซิล แต่ไทยเป็นประเทศที่ส่งออกมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุด การปลูกมันสำปะหลังในอดีตไม่พบปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืช เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย ทนทานและปรับตัวได้ดี แต่จากการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันทำให้เริ่มประสบปัญหาการ ระบาดของแมลงศัตรูพืช ซึ่งเดิมอาจจะพบอยู่แล้วแต่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใด ๆ
ต้นปี 2551 พบการระบาดของ เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง จำนวน 2 ชนิด ชนิดแรก คือเพลี้ยแป้งลาย ซึ่งพบระบาดทั่วไปแต่ยังไม่เคยสร้างปัญหารุนแรงต่อผลผลิตมันสำปะหลัง ส่วนเพลี้ยแป้งอีกชนิดหนึ่งไม่เคยมีรายงานพบการระบาดในมันสำปะหลังมาก่อน แต่พบการทำลายเสียหายรุนแรงกว่าชนิดแรก
เดือนเมษายน 2551 เกษตรกรได้แจ้งเรื่อง ขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับปัญหาเพลี้ยแป้งระบาดในมันสำปะหลังที่ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้ให้คำแนะนำวิธีการป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งให้แก่ เกษตรกรที่ประสบปัญหาเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังปัจจุบันพบการระบาดมีแนวโน้มขยายวงกว้าง และทวีความรุนแรงมากขึ้นในหลายจังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว นครราชสีมา และกำแพงเพชร โดยเฉพาะจังหวัดนครราชสีมาพบมีพื้นที่การระบาดมากที่สุดประมาณ 300,000 ไร่ นอกจากนี้ยังได้รับการแจ้งจากเกษตรกรจังหวัดกาญจนบุรีว่าพบการระบาดของ เพลี้ยแป้งแต่สถานการณ์ยังอยู่ในขั้นไม่รุนแรง
สาเหตุการระบาดของเพลี้ยแป้งยังไม่ทราบแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันมีส่วนทำให้เกิดการ ระบาดของเพลี้ยแป้ง แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พื้นที่การระบาดขยายวงกว้างขึ้นเกิดจากการขยาย พื้นที่ปลูกและมีการใช้ท่อนพันธุ์ มันสำปะหลังที่มีไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยเพลี้ยแป้งติดไปกับท่อนพันธุ์ จากนั้นหลังปลูกจะมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งกระจายไปสู่ต้นมันสำปะหลังอื่น และแปลง ข้างเคียง
มีรายงานว่าในประเทศแถบแอฟริกาและ อเมริกาใต้การระบาดของเพลี้ยแป้งทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังลดลง 20-80 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของประเทศไทยพบว่าในหลายพื้นที่ที่พบการระบาดขณะต้นยังเล็กมีความ รุนแรงจนต้องไถทิ้งและปลูกใหม่แต่ก็ยังระบาดซ้ำอีก เนื่องจากยังมี เพลี้ยแป้งอยู่บนเศษซากต้น และมีการระบาดที่แปลงข้างเคียง ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ท่อนพันธุ์เพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ปลูก 1 ไร่ต้องใช้ท่อนพันธุ์ประมาณ 500 ต้นรวมทั้งเกษตรกรต้องพ่นสารกำจัดแมลงส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นทั้ง ค่าสารป้องกันแมลงและค่าแรงงานพ่น
การป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งให้ได้ผลต้องใช้วิธีการผสมผสาน ดังนี้
1. วิธีเขตกรรมและวิธีกล
- ควรมีการไถและพรวนดินหลาย ๆ ครั้งและตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์เพื่อลดปริมาณเพลี้ย แป้ง
- ควรปลูกต้นฤดูฝนเพื่อให้มันสำปะหลัง แข็งแรง ทนทานต่อการทำลายของเพลี้ยแป้ง
- คัดเลือกท่อนพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้ง และควรใช้พันธุ์ที่ทางราชการแนะนำ
- แหล่งที่ยังไม่พบการระบาด ควรมีการแช่ท่อนพันธุ์ในน้ำอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่อาจติดมากับท่อนพันธุ์
- ถอนต้นหรือตัดส่วนของต้นมันสำปะ หลังที่มีเพลี้ยแป้งจำนวนมากออกจากแปลงแล้วเผา หรือทำลาย
2. การใช้ชีววิธี เพลี้ยแป้งมีศัตรูธรรมชาติทั้งแมลงเบียนและแมลงห้ำคอยควบคุมปริมาณเพลี้ย แป้งให้อยู่ในระดับสมดุลอยู่แล้วในสภาพปกติ ได้แก่ ด้วงเต่า และแมลงช้างปีกใส
3. การใช้สารฆ่าแมลง ควรใช้เมื่อมีการระบาดของเพลี้ยแป้งรุนแรงเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องพ่นทั้งแปลง ควรพ่นเฉพาะบริเวณที่พบเพลี้ยแป้ง ระยะพ่นที่เหมาะสม คือ ช่วงที่เพลี้ยแป้งอยู่ในวัยที่ 1-2
ยาฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพที่แนะนำให้ใช้ ได้แก่
- ไทอะมีโทแซม 25% WG อัตรา 4 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- ไดโนทีฟูเรน 10% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- โปรไทโอฟอส 50% EC อัตรา 50 มล./น้ำ 20 ลิตร
- พิริมิฟอสเมทิล 50% EC อัตรา 50 มล./น้ำ 20 ลิตร
- ไทอะมีโทแซม/แลมบ์ดาไซฮาโลทริน 24.7% ZC อัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร
หวังว่าเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังคงกำจัดเพลี้ยที่กำลังเป็นปัญหานี้ได้ เมื่อทำตามคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัด ขอให้ได้ผลผลิตดีมีคุณภาพ.

สรุปวิเคราะห์ผลการติดตามเพลี้ยแป้ง
1.การระบาดของเพลี้ยแป้ง มีความสัมพันธ์กับความชื้นในดิน บริเวณที่ระบาดเป็นบริเวณความชื้นในดินต่ำทั้งหมด
2.ความแข็งแรงของต้นมันสำปะหลังไม่มีความสัมพันธ์กับการระบาดของเพลี้ยแป้ง
เพราะมันสำปะหลังที่อ่อนแอจากน้ำสารเคมีจากรถขยะเคมีไม่มีการระบาดของเพลี้ยแป้ง แต่มันสำปะหลังที่อ่อนแอจากขาดน้ำเกิดเพลี้ยทั้งหมด
3. การระบาดของเพลี้ยแป้งมีความสัมพันธ์กับความเข้มข้นของน้ำเลี้ยงมันสำปะหลัง เพลี้ยชอบกินน้ำเลี้ยงต้นที่มีความเข้มข้นของน้ำเลี้ยงสูง เมื่อเจือจางน้ำเลี้ยงถึงระดับหนึ่ง เพลี้ยแป้ง ไม่สามารถใช้เป็นอาหารได้(สมมุตติฐาน)
4.การเจือจางน้ำเลี้ยงมันสำปะหลังเป็นการป้องกันตัวเองจากเพลี้ยของมันสำปะหลังที่ได้ผลที่สุด
ปัจจัยที่ทำให้ความเข้มข้นน้ำเลี้ยงมันสำปะหลังสูงขึ้น
1 ดินขาดสารอินทรีย์ สารอินทรีย์ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดี และดูดซับสารละลายที่มีความเข้มข้นสูงไว้ในตัวเองสูง
2.การใส่ปุ๋ยเคมี และสารเคมี เกลือของ ซัลเฟต ไนเตรด คลอไร มีค่าการละลายสูง ถ้าน้ำมีจำกัด เกลือเหล่านี้จะแย่งน้ำมาใช้ในทำละลายเป็นอันดับแรก
ประการที่2 ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยเคมีอินทรีย์ สารเคมีประเภทเกลือซัลเฟต ยังไปเพิ่มความเข้มข้นของสารละลายโดยตรง เพราะเป็นสารที่ละลายน้ำได้มากความเข้มข้นสูง เมื่อมันสำปะหลังดูดสารลายที่มีความเข้มข้นสูงเข้าไป ทำให้น้ำเลี้ยงมีความเข้มข้นสูงตามไปด้วย
3.การใส่ปุ๋ยคอกที่ยังไม่ผ่านการหมักที่สมบูรณ์ การย่อยสลายของปุ๋ยคอกต้องการน้ำและเกิดความร้อน ยังมีสารพิษด้วย เป็นการแย่งน้ำและเพิ่มความร้อนให้กับดินอีกทางหนึ่ง ความร้อนและสารพิษพอที่จะเป็นอันตรายต่อรากมันสำปะหลังได้ ทำให้ระบบลำเลียงน้ำชำรุดลงด้วย การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีค่าการย่อยสลายที่สมบูรณ์ต่ำก็ส่งผลเช่นเดียวกัน
4. ดินขาดร่มเงาจากใบมันสำปะหลัง ทำให้น้ำในดินระเหยออกไปมาก เป็นผลมาจากมันสำปะหลังไม่สมบูรณ์
การป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งระบาดโดยวิธีลดความเข้มข้นของน้ำเลี้ยงมันสำปะหลัง
1.สร้างระบบเก็บน้ำที่สมดุลและเพียงพอในดิน โดยระบบbuffer (แก้มลิง) แก้มลิงจะต้องเก็บน้ำให้ใช้เพียงพอในแต่ละวัน น้ำที่นำเข้า (input) แก้มลิงในแต่ละวันได้จากน้ำค้างตอนกลางคืนสมดุลกับน้ำที่สูญเสีย(Out put)ในแต่ละวัน
การคำนวณการสร้างแก้มลิงจาก ค่าอินทรียวัตถุ OM ในปุ๋ยอินทรีย์
จากการทดลอง
ความต้องการ ค่าอินทรียวัตถุ OM ในดินร่วนปนทราย พื้นที่ราบทั่วไป = 40 กิโลกรัมต่อไร่
ถ้าปุ๋ยอินทรีย์มีค่า OM = 20%
ต้องใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 200 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อจะสร้างแก้มลิง (Buffer) ที่เพียงพอในการเก็บน้ำแต่ละวัน
ดินที่ขาดความชื้น เช่นที่เนิน หรือดินเสื่อมโทรม ควรเพิ่มปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น
พิจารณาจากราคาปุ๋ยอินทรีย์ในปัจจุบันแล้ว เกษตรกรต้องทำปุ๋ยใช้เอง
ปุ๋ยที่ค่าการย่อยสลายที่สมบูรณ์GI สูงจะมีประสิทธิภาพในการสร้างแก้มลิงที่สูงกว่า เพราะขนาดที่ละเอียดสร้างช่องว่างในดินได้มากกว่า ยังอุ้มน้ำได้มากกว่าด้วย ค่าGIไม่ควรน้อยกว่า100% ควรใส่ตอนยกร่องปลูกมันสำปะหลัง
2.อย่าใช้ปุ๋ยเคมี และอินทรีย์เคมี ในช่วงหน้าแล้ง ปุ๋ยเคมีควรใส่หลังจากการระบาดของเพลี้ยแป้งผ่านไปแล้ว
3.อย่าใช้ปุ๋ยที่มีส่วนผสมสมของเกลือซัลเฟต เช่น ยิปซั่ม เพราะทำให้ดินเป็นกรดและแย่งน้ำจากพืช
4.อย่าใช้ปุ๋ยคอก ถ้าจะใช้ควรหมักให้สมบูรณ์ก่อน การย่อยสลายของปุ๋ยคอกนอกจากต้องการน้ำและคายความร้อนแล้ว มีราบางชนิดทีสร้างสารกันความชื้น ทำให้ดินขาดความชื้นและขาดการซึมน้ำ OM จากปุ๋ยคอกประสิทธิภาพในการสร้างแก้มลิงต่ำเพราะซึมน้ำได้น้อย
5.เลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีค่า การนำไฟฟ้าEC ต่ำ เพราะมีปริมาณเกลือน้อย
6.เลือกใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีค่าการย่อยสลายที่สมบูรณ์ GI สูง เพราะจะไม่มีการย่อยสลายต่อในดิน
7.เลือกปุ๋ยอินทรีย์ทีมีส่วนผสมของซิลิก้าละลายน้ำ ความเข้มข้นเมื่อเป็นสารละลาย อย่างน้อย 100 ppm
8.ฉีดพ่นสารเคลือบลำต้นใบด้วยสารละลายซิลิก้า Silica Solution ในช่วงหน้าแล้ง
9.อย่าใช้สารเคมี เพราะทำให้ศัตรูตามธรรมชาติของเพลี้ยแป้งหมดไป
ฟิล์มซิลิก้า มีคุณสมบัติ แข็ง ดูดความชื้นจากอากาศ ลดการคายน้ำทางใบ ทำให้มีน้ำในต้นมันสำปะหลังมากขึ้น ความเข้มข้นของน้ำเลี้ยงลดลง เพลี้ยแป้งไม่สามารถใช้เป็นอาหารได้อีกต่อไป
ซิลิก้าทำให้ก้านใบแข็งแรง ทำให้รังเพลี้ยถูกเปิดอ้าออก ตัวอ่อนและไข่ถูกมดกินเป็นอาหารต่อไป
ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการลดความเข้มข้นน้ำเลี้ยงในมันสำปะหลัง เพื่อทำลายแหล่งอาหารของเพลี้ยให้หมดไป
ปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ทดลองครั้งนี้ ค่า OM=40.19% GI=189.5% EC=2.88dS/m Ph = 6.49
สนั่น บุญทองใหม่
Sanan2004@hotmail.com
โทร. 0810101567
เรามีสารชีวภัณฑ์ในการป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งได้อย่างเห็นผล ท่านใดสนใจสามารถติดต่อกลับได้ที่เบอร์ 0851238715 (ต้องการตัวแทนจำหน่าย)
เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากลัวสำหรับชาวไร่มันสำปะหลังอีกต่อไป สินค้าเรากำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังแบบตายยกไร่ เรามีผลงานที่ทำมาแล้วหลายแปลง หลายจังหวัด สนใจติดต่อคุณต้อม 081-8113004 ครับ
ผมมียากําจัดเพลี้ยแป้งชนิดขุดรากถอนโคนไม่เกิดปัญหาอีกจนขุดขายด้วยยาเพียงขวดเดียวท่านจึงเป็นผู้นําด้านผลผลิตอย่างเบ็ดเสร็จโทรคุย0852923535/0817057107
ขอทราบเรื่องการกำจัดเพลี้ยแป้ง
เพลี้ยแป้งไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป เพราะสามารถที่ป้องกันและแก้ไขได้อยากรู้วิธีแก้ไขปัญหาเพลี้ยแป้ง เพิ่มผลผลิต
รับปรึกษาปัญหา ฟรี ติดต่อได้ที่ สุพัฒน์ 084-4286883 เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรครับ