การเลี้ยงจิ้งหรีด

No comments July 4th, 2009

การเลี้ยง จิ้งหรีด
การเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพเสริม

เมื่อจิ้งหรีดเจริญเติบโตเต็มวัยจะมีการผสมพันธุ์และวางไข่ในแต่ละรุ่นใช้ เวลาประมาณ 15 วันต่อครั้งต่อรุ่น เมื่อวางไข่รุ่นสุดท้ายตัวเมียจะตาย จากการศึกษาการเลี้ยงจิ้งหรีดแบบประสบการณ์ของ ครูณรงค์ ปัตโชติชัย โรงเรียนบ้านนาจาน ต.บ้านโพน อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร พบว่าวิธีการผสมพันธุ์ของจิ้งหรีดนั้น ตัวผู้จะทำเสียงโดยยกปีกคู่หน้าถูกันให้เกิดเสียงเพื่อเรียก ตัวเมีย จังหวะเสียงจะดังเมื่อตัวเมียเข้ามาหาบริเวณที่ตัวผู้อยู่ ตัวผู้จะเดินไปรอบ ๆ ตัวเมีย 2-3 รอบ ตัวเมียจะขึ้นคร่อมตัวผู้

หลังจากนั้นตัวผู้จะยื่นอวัยวะเพศไปที่อวัยวะเพศตัวเมีย ประมาณ 14 นาทีถุงน้ำเชื้อก็จะฝ่อลงแล้วตัวเมียจะใช้ขาเขี่ยถุงน้ำเชื้อทิ้งไป ระยะตัวเต็มวัยเป็นระยะที่สามารถแยกเพศจิ้งหรีดได้อย่างชัดเจน เพศผู้จะมีปีกคู่หน้าย่น สามารถทำให้เกิดเสียงได้โดยใช้ปีกคู่หน้าถูกันจะทำให้เกิดเสียง ส่วนเพศเมียจะมีปีกคู่หน้าเรียบและมีอวัยวะวางไข่ยาวแหลมคล้ายเข็มที่ยื่น ออกมาจากส่วนท้อง

การวางไข่ของตัวเมียจะใช้อวัยวะวางไข่ที่ยาวแหลมคล้ายเข็มแทงลงไปในดิน ลักษณะไข่ของจิ้งหรีดจะมีสีขาวเรียวยาวคล้ายเมล็ดข้าวสาร ใช้เวลาฟักตัวอยู่ใต้ดินนานประมาณ 10-14 วันจะออกเป็นตัวอ่อน ตลอดอายุของจิ้งหรีดตัวเมียสามารถวางไข่ได้เฉลี่ย 600-1,000 ฟอง จะวางไข่เป็นรุ่น ๆ ประมาณ 4 รุ่น

และในการวางไข่แต่ละรุ่นจะใช้เวลาห่างกันประมาณ 15 วัน เมื่อถึงระยะจิ้งหรีดจะวางไข่ ให้นำเอาถาดทรายใส่น้ำให้มีความชื้นพอเหมาะ มาวางให้จิ้งหรีดไข่ โดยใช้เวลาประมาณ 1 วัน ก็นำ เอาถาดทรายออกไปใส่ไว้ในกล่องเปล่าเพื่อรอการฟักตัวของไข่ เมื่อจิ้งหรีดฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ ให้นำเอาผ้าชุบน้ำใส่ถาดมาวางไว้ให้จิ้งหรีดดูดกินและเอาถาดใส่หัวอาหารมา วางไว้ให้กิน

ครูณรงค์ยังได้อธิบายขั้นตอนในการเลี้ยงจิ้งหรีดเล็กในกล่องฟิวเจอร์บอร์ด แผ่นใหญ่ ซึ่ง จะง่ายต่อการดูแลโดยเฉพาะในเรื่องของการรักษาความสะอาดเพราะไม่มีดิน, ทรายและเศษหญ้าเหมือนที่เลี้ยงในท่อ จิ้งหรีดวัยอ่อนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ นั้นจะมีลักษณะคล้ายมดและมีการเจริญเติบโตโดยการลอกคราบประมาณ 8 ครั้ง จึงจะเป็นตัวเต็มวัยอาหารที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดเล็กนั้น จะใช้หัวอาหารไก่เนื้อระยะแรกเท่านั้น เมื่อถึงเวลาก่อนนำออกจำหน่าย 1-2 วันจะให้รำอ่อนมา กินแทน การให้น้ำและอาหารจะให้ตลอดเวลาหรือเห็นว่าใกล้จะหมดก็จัดการให้ใหม่ทันที จิ้งหรีดที่ออกจากไข่เลี้ยงไปจนตัวเต็มวัยจะใช้เวลาประมาณ 40-45 วัน

โรงเรือนที่จะใช้เลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพเสริม

สรุปสภาพโรงเรือนที่จะใช้เลี้ยงเป็นอาชีพเสริม หลังคามุงด้วยสังกะสี ฟิวเจอร์บอร์ดแผ่นใหญ่ นำมาตัดด้านข้างทั้ง 2 ด้าน ยาวด้านละ 30 เซนติเมตร พับขึ้นทั้ง 2 ด้านให้เป็นกล่อง มีกระป๋องน้ำที่ใช้เลี้ยงไก่เล็ก, ถาดผลไม้พลาสติกใส่ทรายเพื่อให้จิ้งหรีดไข่และถาดใส่อาหาร.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

การเพาะถั่วงอกในบ่อซีเมนต์

No comments July 3rd, 2009

การเพาะถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์ในบ่อซีเมนต์
เพาะถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์

ในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำและมีคนตกงานเป็นจำนวนมาก ในขณะนี้การเพาะถั่วงอกนับเป็นอาชีพหนึ่งที่ทำเงินได้เร็ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน มีข้อมูลว่าคนไทยบริโภคถั่วงอกไม่น้อยกว่า 1 ล้านกิโลกรัมต่อวัน แต่รูปแบบการเพาะถั่วงอกตัดรากและผลิตในรูปแบบของเกษตรอินทรีย์จนได้รับใบ รับรองผลิตภัณฑ์อินทรีย์ มาตรฐานประเทศไทย จาก กรมวิชาการเกษตร จะมีอยู่เพียงไม่กี่รายที่มีชื่อเสียงระดับประเทศจะเป็นของ คุณนิมิตร์ เทียม มงคล ชาวอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ได้เริ่มต้นจากการเพาะถั่วงอกตัดรากไร้สารพิษในตะกร้าพลาสติก ประยุกต์วัสดุเพาะมาเพาะในบ่อซีเมนต์เนื่องจากความต้องการของตลาดมีมากขึ้น

คุณนิมิตร์บอกว่าในการเพาะถั่วงอกในวงบ่อซีเมนต์นั้น จะใช้วงบ่อขนาดปากกว้าง 50 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร เมื่อคิดเป็นต้นทุนค่าวงบ่อประมาณ 80 บาทต่อวงซึ่งเป็นค่าลงทุนเพียงครั้งแรกและครั้งเดียว (เพาะถั่วงอกตัด รากแบบอินทรีย์เพียงครั้งเดียวจะได้ค่าวงบ่อคืนแล้ว) หลักสำคัญ 3 ประการที่จะทำให้การเพาะถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์ประสบความสำเร็จ คือ 1. เมล็ดพันธุ์ถั่วดี คือ มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง สายพันธุ์ถั่วเขียวที่คุณนิมิตร์แนะนำคือสายพันธุ์ “กำแพงแสน 2” เนื่องจากเป็นถั่วเขียวผิวมัน เมล็ดใหญ่ มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงทำให้ถั่วงอกที่เพาะออกมา ต้นโต ยาว อวบอ้วน น่ารับประทาน 2. ภาชนะที่เพาะต้องทึบแสง มีการระบายน้ำดี เช่น การเพาะถั่วงอกในตะกร้า ก็เอาถุงดำมาคลุมแล้วไว้ในห้องที่มืด หรือ เพาะในวงบ่อซีเมนต์ที่ปิดปากบ่อให้มืด เป็นต้น 3. มีการให้น้ำอย่างเหมาะสมและเพียงพอที่จะทำให้ถั่วงอกที่เพาะไม่เกิดความร้อน ที่สะสมมากเกินไป

วิธีสังเกตง่าย ๆ ว่ามีความร้อนสะสมหรือไม่ โดยให้ผู้เพาะใช้มือสัมผัสเมล็ดถั่วเขียวชั้นบนสุดว่ารู้สึกร้อนหรือไม่ และการให้น้ำแต่ละครั้งจะต้องไม่มีไอจากความร้อนขึ้นมา เพราะถ้าตะกร้าหรือวงบ่อที่เพาะถั่วงอกมีความร้อนสะสมมากไป ก็จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของถั่วงอกจะทำให้ลำต้นเล็ก ไม่อวบอ้วน จะทำให้ถั่วงอกมีรากฝอยมาก ทำให้ไม่น่ารับประทาน

ถั่วงอกตัดราก

การผลิตถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์ใน 1 วงบ่อปูน จะใช้เมล็ดถั่วเขียวประมาณ 1.8 กิโลกรัมต่อวงบ่อ เมื่อเพาะแล้วจะได้ถั่วงอก 10-12 กิโลกรัม เอกลักษณ์ของถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์ ต้นยาวและขาว, มีรสชาติหวาน กรอบ (หลายคนรับประทานเหมือนมันแกวไม่เหม็นเขียว) เก็บไว้ได้นาน หากใส่ถุงมัดปากถุงในอุณหภูมิปกติจะไว้ได้ราว 3 วัน แต่หากเก็บไว้ในตู้เย็น จะเก็บไว้ได้นานราว 7-10 วัน.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
dailynews

การเลี้ยงกบในกล่องโฟม

No comments July 2nd, 2009

การเลี้ยงกบในกล่องโฟม
ใช้กล่องโฟมเลี้ยงกบระบบปิด ประหยัดเนื้อที่-ปลอดสารพิษ

หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเลี้ยงกบคอนโด ซึ่งใช้ยางรถยนต์มาเรียงต่อกันเป็นชั้นๆ ประหยัดเนื้อที่การเลี้ยง และกบยังเติบโตได้รวดเร็ว ล่าสุด “ฉะอ้อน เผนโคกสูง” ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นปราชญ์ชาวบ้าน ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา คิดวิธีเลี้ยงกบแบบใหม่ “กบกล่องโฟมคอนโด” ซึ่งใช้กล่องโฟมเลี้ยง พบว่ายิ่งประหยัดพื้นที่เลี้ยง แถมสะดวกในการที่จะวางตรงไหนก็ได้ ง่ายต่อการดูแล ที่สำคัญปลอดสารพิษด้วย

ฉะอ้อนบอกว่า ก่อนหน้านี้ได้ใช้ยางรถยนต์ที่เหลือมาซ้อนกันเป็นชั้นราว 4-5 เส้น สำหรับเลี้ยงกบ พบว่าประสบผลสำเร็จได้เป็นอย่างดี กบโตเร็ว ลงทุนน้อยเพราะนำยางรถยนต์ที่เหลือใช้ ใช้พื้นที่ไม่มากนัก แต่กระนั้นก็คิดว่าน่าจะหาวิธีที่ใช้พื้นที่น้อยกว่า วางเลี้ยงตรงไหนก็ได้ที่คิดว่ามีข้อจำกัดน้อยกว่าการใช้ยางรถยนต์ จึงลองนำกล่องโฟมมาเลี้ยงทดลองเลี้ยงพบว่าดีกว่าการใช้ยางรถยนต์ตรงที่โฟม ดูแลง่ายกว่า

ส่วนการเลี้ยงกบในกล่องโฟมคอนโด ฉะอ้อนบอกว่า ก่อนอื่นต้องหากล่องโฟมขนาดกว้าง 40 ซม.ยาว 60 ซม. สูง 30 ซม. โดยหาซื้อได้จากห้างสรรพสินค้า ที่ห้างใช้ใส่ผักผลไม้มาวางจำหน่าย ราคากล่องละ 80 บาท แต่ต้องเลือกกล่องโฟมที่ใช้ในการใส่ผักและผลไม้เท่านั้น เนื่องจากกล่องโฟมเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างเมื่อนำมาใช้เป็นสถาน ที่เลี้ยงกบ และต้องเลือกดูว่ากล่องโฟมไม่มีการรั่วซึมหรือไม่

จากนั้นนำมาทำความสะอาดและดัดแปลงโดยการเจาะรูรอบกล่องทั้ง 4 ด้านเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก นำเทปกาวมาติดยึดฝากล่องให้พับปิดเปิดได้ แล้วเจาะรูด้านบนฝากล่อง ตัดปากขวดน้ำดื่มพลาสติก ยัดใส่ลงไปในรูที่เจาะไว้เพื่อใช้เป็นที่ให้อาหาร เมื่อหาที่วางกล่องเรียบร้อย ใส่น้ำลงไปให้สูงประมาณ 1 ซม. นำกบจากบ่ออนุบาลที่มีอายุ 2 เดือนใส่กล่องละ 100 ตัว ไปวางไว้ในโรงเรือนหรือที่ใดก็ได้ แต่ห้ามไปตั้งกลางแจ้งหรือถูกแดดเด็ดขาดเพราะจะทำให้กบร้อนตายได้

เพื่อประหยัดเนื้อที่ นำกล่องโฟมตั้งซ้อนกันไว้แต่ไม่ควรเกิน 4 ชั้น เพราะจะสะดวกต่อการให้อาหาร โดยการให้อาหารกบก็จะใช้หัวอาหารปลาดุกโตวันละ 2 มื้อ เช้า-เย็น ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ควรจะเปลี่ยน 2 วันต่อครั้ง เพื่อไม่ให้น้ำสกปรก ส่วนการเปลี่ยนน้ำก็ทำได้ง่ายๆ โดยการแง้มฝากล่องแล้วเทน้ำออกจากนั้นก็นำสายยางสอดลงไปในที่ให้อาหาร ปล่อยน้ำเข้ากลับไปเหมือนเดิม จากนั้นหมั่นตรวจดูการเจริญเติบโตของกบทุก 2 สัปดาห์ และคัดแยกกบที่โตช้ากว่าตัวอื่นๆ ออก เนื่องจากหากปล่อยไว้กบจะกัดกันและเป็นแผลซึ่งอาจทำให้เกิดโรคตามมาได้

กบในกล่องโฟม

กระทั่งกบอายุได้ 4 เดือน ก็ให้แยกกบออกจนเหลือ 50-60 ตัว เนื่องจากกบจะเริ่มโต หากปล่อยไว้จะทำให้แออัดกบจะกัดกัดตายได้ จากนั้นก็ดูแลไปอีก 2 เดือน ก็สามารถจับไปขายได้แล้ว กบก็จะมีน้ำหนักอยู่ที่ตัวละ 400-500 กรัม ขายในท้องตลาดกิโลกรัมละ 150 บาท

“การเลี้ยงกบกล่องโฟมทำได้ง่าย สะดวกมาก เพราะกล่องมีน้ำหนักน้อย ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย ยกเปลี่ยนน้ำได้สะดวก ถือเป็นการเลี้ยงระบบปิดทำให้กบปลอดจากโรค ประหยัดเนื้อที่ เพียงแต่มีพื้นที่ 4×6 ตารางวา ก็จะเลี้ยงกบได้ถึง 5,000 ตัวเลยทีเดียว” ฉะอ้อนกล่าว

นับเป็นอีกหนึ่งวิธีในการเลี้ยงกบที่ผู้สนใจสามารถนำไปทดลองเลี้ยงได้ โดยเฉพาะคนเมืองซึ่งมีเนื้อที่น้อยได้ก็สามารถใช้ประโยชน์จากการเลี้ยงกบ เพื่อสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่งด้วย

ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
komchadluk

โรคคันจากกระต่าย

No comments June 29th, 2009

กระต่าย
พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง – โรคคันจากกระต่าย

“โรคคันจากกระต่าย” เป็นโรคที่พบในบรรดาหมู่คนรักกระต่าย เจ้าของหลายรายเกามือ เกาพุง เกาแขน พร้อมรอยด่าง ดวงเป็นวงๆ บนนิ้ว ฯลฯ ขณะพากระต่ายมารับการรักษาอาการคันมีสะเก็ด หรือขนร่วงเป็นวงของกระต่ายที่ตนเลี้ยง ซึ่งจากการตรวจวินิจฉัยก็พบว่าอาการคันของกระต่าย จากโรคผิวหนังท็อปฮิตนี้ดูจะมีสาเหตุมาจาก 2 เรื่อง 1) ติดเชื้อรา 2) ติดเชื้อไร

“เชื้อรา” จำพวก Trichophyton mentagrophytes มักเกิดขึ้นร่วมกับการเลี้ยงที่สกปรก ขาดการดูแล เช่น ในกรงที่อับชื้น โดยมันจะก่อให้เกิดลักษณะโรคคือ ผิวหนังหนาตัวเป็นวงมีการอักเสบเป็นสีแดง อาจมีสะเก็ดขาวๆข้างบน และคัน โดยเริ่มพบบนผิวหนังบริเวณส่วนหัวของกระต่ายก่อน

อีกทั้งยังสามารถแพร่สู่สมาชิกสัตว์เลี้ยงประเภทอื่นๆ ในบ้าน เช่น หนูตะเภา หนูแรท และหนูถีบจักร ฯลฯ หากคุณหมอตรวจพบว่าเป็นเชื้อราชนิดนี้โดยการนำไปเพาะเชื้อและย้อมสีตรวจพบ แล้วก็รักษาได้ไม่ยากด้วยยาทาและยากินพร้อมกับรักษาความสะอาด ส่วนผู้เป็นเจ้าของเมื่อพบแพทย์โรคผิวหนังแล้วก็รักษาให้หายได้ไม่ยากเช่น กันแต่ใช้เวลาเล็กน้อย

“เชื้อไร” จำพวก “ไรหู” หรือ “Psoroptes cuniculi” เจ้าเชื้อนี้บางทีก็เรียกว่า “ขี้เรื้อนในหูกระต่าย” เพราะมักจำเพาะจะขึ้นมากในรูหูกระต่าย ทำให้คันจนหัวสั่นหัวคลอน แต่ไม่มีรายงานว่าติดต่อมาถึงคน ยกเว้น “ไรในผิวหนัง” ที่ทำให้เกิด “ขี้เรื้อนแห้ง” ตามตัวทั่วไป หรือ “Sarcoptes scabiei” หรือ “Notoedres cati” เจ้าตัวนี้แหละครับทำให้กระต่ายขน ร่วงบริเวณจมูก คาง กกหู หัว แก้ม และอาจลามถึงตีนทั้ง 4 มันจะทั้งเกา ทั้งแกะ ทั้งถู จนบางครั้งผิวหนังอักเสบบวมแดง หรือถึงกับเป็นบาดแผลเหวอะหวะ

ส่วนเจ้าของที่ติดเชื้อไปด้วยก็คันไม่เบาเกากันคะเยอเป็นผื่นแดงบนผิวส่วนที่ไปสัมผัสกับบริเวณที่เกิดโรคบนตัวกระต่ายมา เช่น ง่ามนิ้วมือ เชื้อไรเหล่านี้รักษาให้หายได้ไม่ยากนักในกระต่ายและ คนเรา ขอให้วินิจฉัยให้ถูกและยืนยันด้วยการขูดผิวตรงตำแหน่งคันไปส่องกล้อง จุลทรรศน์ก็จะเห็นเจ้าตัวไรต้นเหตุแล้วการรักษาอาจแค่ใช้ยาทาก็เพียงพอแล้ว บ่อยครั้งที่ทายาบนผิวกระต่ายแล้วลูกพี่พลอยหายคันไปด้วย

ฉะนั้น “โรคคันจากกระต่าย” เป็นสิ่งที่ป้องกันได้โดยการเลี้ยงกระต่ายของท่านให้อยู่ในสภาพถูกสุขลักษณะ มีการแปรงขน ทำความสะอาดร่างกายและที่อยู่สม่ำเสมอ อีกทั้งกักกันกระต่ายตัวใหม่ให้ปลอดโรคก่อนนำเข้ามาเลี้ยงรวมกับสมาชิกเดิม รวมถึงการสังเกตอาการคันผิดปกติของกระต่ายแล้วพาไปหาหมอโดยเร็วด้วยครับ แค่นี้ก็แฮปปี้ทั้งกระต่ายและเจ้าของไม่มีคันอีกแล้ว !

ปานเทพ รัตนากร
komchadluk

พบปลาน้ำจืด 4 พันธุ์ใหม่

No comments June 26th, 2009

ปลาน้ำจืด 4 พันธุ์ใหม่ 1. ปลาขยุยยาวคลองชมพู 2. ปลาขยุยสั้นคลองชมพู 3. ปลาขยุยปล้องคลองชมพู 4. ปลารากกล้วยแคระคลองชมพู
dailynews

เมื่อ วันที่ 24 มิ.ย. นายกฤษฎา ดีอินทร์ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิษณุโลก เปิดเผยว่าได้ค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ 4 ชนิด บริเวณลำคลองชมพู หมู่ที่ 3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ประกอบด้วย

1. ปลาขยุยยาวคลองชมพู

2. ปลาขยุยสั้นคลองชมพู

3. ปลาขยุยปล้องคลองชมพู

4. ปลารากกล้วยแคระคลองชมพู

ทั้งหมดเป็นปลาหน้าดินขนาดเล็ก กินสัตว์หน้าดินขนาดเล็กเป็นอาหาร ขนาดตัวเต็มวัยยาว 3-4 ซม. จากการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยการส่งปลาให้ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ปลาระดับโลกตรวจ สอบในหมู่นักอนุกรมวิทานแล้ว ได้รับคำตอบยืนยันว่าเป็นปลาชนิดใหม่ของโลก ซึ่งยังไม่เคยพบที่ไหน และยังไม่เคยจดตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์มาก่อน.

ปลา 4 สายพันธุ์โผล่ “คลองชมพู”
matichon
ผู้เชี่ยวชาญชี้ชนิดใหม่ของโลก ศูนย์ประมง “พิษณุโลก” เร่งตั้งชื่อ

นาย กฤษฎา ดีอินทร์ นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพิษณุโลก เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ว่า ค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ 4 ชนิด บริเวณลำคลองชมพู หมู่ที่ 3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก ได้แก่ ปลาขยุยคลองชมพู และปลารากกล้วยแคระคลองชมพู

นายกฤษฎากล่าวว่า ปลาขยุยคลองชมพูเป็นปลาหน้าดินขนาดเล็ก กินสัตว์หน้าดินขนาดเล็กเป็นอาหาร มีขนาดตัวเต็มวัยยาว 2-3 เซนติเมตร (ซม.) ปลาขยุยคลองชมพูนี้ แบ่งเป็น 3 ชนิดที่ค้นพบใหม่ โดยจำแนกตามจุดเริ่มต้นของครีบท้องอยู่ตรงตำแหน่งสิ้นสุดของโคนครีบหลัง ได้แก่

1.ขยุยสั้นคลองชมพู เป็นปลาแบบตัวสั้น ครีบไขมันยาว 2.ขยุย ยาวคลองชมพู เป็นปลาแบบตัวยาว ครีบไขมันสั้น และจำแนกตามจุดเริ่มต้นของครีบท้องอยู่เหลื่อมจากตำแหน่งสิ้นสุดของโคนครีบ หลังทางท้ายคือ 3.ขยุยปล้องคลองชมพู สำหรับปลารากกล้วยแคระคลองชมพู เป็นปลาหน้าดินขนาดเล็ก กินสัตว์หน้าดินขนาดเล็กเป็นอาหาร ขนาดตัวเต็มวัยยาวประมาณ 3 ซม.

“การค้นพบปลาใหม่ทั้ง 4 ชนิด ถือเป็นสัตว์ที่มีแหล่งอาศัยเฉพาะที่ และค้นพบในลำคลองชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก แห่งเดียวเท่านั้น จากการตรวจสอบเบื้องต้นในการส่งปลาให้ผู้เชี่ยวชาญพันธุ์ปลาระดับโลกตรวจสอบ ในหมู่นักอนุกรมวิทานแล้ว ได้รับคำตอบยืนยันกลับมาว่าเป็นปลาชนิดใหม่ของโลก ที่ยังไม่พบที่ใด และยังไม่เคยจดตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์” นายกฤษฎากล่าว และว่า ขั้นตอนต่อไปทางศูนย์ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ โดยเขียนรายงานและตีพิมพ์ในสารสารวิทยาศาสตร์ทางอนุกรมวิธาน ให้ผู้เชี่ยวชาญปลาจากทั่วโลกตรวจสอบว่าค้นพบที่ใดในโลกหรือไม่ โดยใช้เวลา 6-12 เดือน

นายกฤษฎากล่าวว่า การค้นพบปลาสายพันธุ์ใหม่ได้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ประเทศไทยมีอยู่สูงมาก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือปลาหลายชนิดกำลังใกล้สูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำ อาทิปลาสร้อยขาว ปลาหนวดพราหมณ์ 7 เส้น ปลากหนวดพราหมณ์ 14 เส้น ปลาหางบ่วง ล่าสุด กำลังศึกษาวิจัยในการเพาะพันธุ์ปลาหางบ่วง เป็นปลาที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ อยู่ในกลุ่มปลาตะเพียน เป็นปลาประจำถิ่นลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในอดีตพบมากแถวปากน้ำสะแกกรัง ล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551 พบเพียง 2 ตัวในแม่น้ำยม จ.สุโขทัย ถือว่าอยู่ในอัตราเสี่ยงสาเหตุมาจากการใช้อุปกรณ์ดักจับปลาประเภทโพงพางพบ มากในเขต จ.สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร